วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บุญจากการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นวิทยาทาน


 
อานิสงส์จากการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นวิทยาทาน ได้กุศล 10 ประการคือ

1. ทำบาปไว้ชาติก่อนจะผ่อนผัน
ได้ช่วยกันพิมพ์หนังสือสื่อความหมาย
2. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองไม่หมองกาย
ทั้งโรคร้ายอุบัติภัยไม่พบพาน
3.แม้ศัตรูคู่แค้นแต่ปางบรรพ์
มาร่วมกันรับกุศลไม่ล้างผลาญ
4.ทั้งปีศาจภูติผและหมู่มาร
ไม่ระรานสิงเร้นให้ห่างไกล
5.ปราศจากสิ่งร้ายสบายจิต
ชั่วชีวิตฝันดีดวงแจ่มใส
ทั้งราศีมีมงคลผลถูกใจ
สิ่งเลวไซร้ไม่เข้าฝันนิรันดร์กาล
6. ตั้งปณิธานแน่วแน่แผ่ความดี
ครอบครัวมีความสุขสนุกสนาน
มีอายุยั่งยืนทุกคืนวัน
ไม่โลภโมโทสันสุขสมบูรณ์
7.การพูดการกระทำแต่กรรมดี
จะเป็นที่ลือไกลไม่สิ้นสูญ
ผู้คนเคารพทั่งและเทิดทูน
บริบูรณ์โชคลาภรุ่งเรืองแรง
8.มีบริบูรณ์เลิศล้ำในทางโลก
ไม่ทุกข์โศกป่วยหายกายเข้มแข็ง
ยามอำลาโลกไซร้ได้เปลี่ยนแปลง
เป็นบุรุษกล้าแกร่งเก่งการงาน
9.เกิดมาดีมีปัญญาสง่างาม
รูปไม่ทรามสมทรงสมคำขาน
บุญกุศลมากมายเพราะให้ทาน
ไม่พบพานสิ่งชั่วกลัวบาปกรรม
10.ให้ทุกชีวิตคิดวางรากฐานไว้
ด้วยดวงใจใฝ่ธรรมนำลูกหลาน
ได้ไปเกิดเป็นคนมีผลงาน
กุศลทานได้พบปะเทวะเอย
1. ผู้ใดจัดพิมพ์หนังสือธรรมะ 1 เรื่อง แจกจ่ายทั่วไปกุศลผลบุญนั้นจักสามารถแก้บาปกรรมของชาติก่อนทั้งหมด
2. ผู้ใดจัดพิมพ์หนังสือธรรมะตั้งแต่ 2 เรื่องขึ้นไป แจกจ่ายอย่างกว้างขวาง กุศลผลบุญนั้นจักส่งผลให้ผู้นั้นเจริญด้วย ลาภ ยศ อายุ สุขะ พละ ได้บุตรหลานที่ดี เมื่อละสังขารจักได้จุติเป็นเจ้า (เจ้าพ่อหรือเทวดาชั้นต่ำ) ในโลกมนุษย์
3. ผู้ใดจัดพิมพ์หนังสือธรรมะอย่างต่อเนื่องตลอดไปและแจกจ่ายอย่างกว้างขวาง กุศลผลบุญนั้นจักส่งผลให้ผู้นั้นเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม เพียบพร้อมด้วยลาภ ยศ อายุ สุขะ พละ มีจิตผ่องใส และยังส่งผลถึงบุตรหลานอีก 3 รุ่น ให้เจริญรุ่งเรือง เมื่อละสังขารจักได้จุติเป็นเทพบุตร เทพธิดา ณ แดนสวรรค์

ขอบคุณข้อมูลดีจาก  http://www.mindcyber.com/home/

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หลักคำสอนคติเตือนใจคำคมโดยท่าน ว วชิรเมธี


1. คนธรรมดาทำบุญก็อยากได้บุญ คนมีปัญญาทำบุญหวังจะเกิดในภพใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ชาวพุทธแท้ทำบุญเพื่อการปล่อยวางกิเลสอย่างสิ้นเชิง
2. สิ่งที่ตาเห็นอย่าเพิ่งสรุปว่ามี สิ่งที่คนยอมรับว่าดีอย่าเพิ่งบอกว่าเห็นด้วย
3. ผู้ทรงธรรมนั่นแหละคือผู้ทรงเกียรติ ผู้มีความดีนั่นแหละคือผู้มีทรัพย์ ผู้รู้จักพอนั่นแหละคือมหาเศรษฐี
4. นักปราชญ์ตะวันตกกล่าวว่า อำนาจทำให้คนเสีย ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จยิ่งเสียคนแบบเบ็ดเสร็จ
5. ดาบที่ดีต้องมีฝัก ความสามารถที่ดีต้องมีจริยธรรม
6. พ่อแม่ที่ดีต้องมีพรหมวิหาร 4 หน้า หน้า 1 เมตตา หน้า 2 คือ กรุณา หน้า 3 คือ มุทิตา หน้า 4 คือ อุเบกขา
7. ยามปกติเลี้ยงลูกด้วยเมตตา ยามมีปัญหาคอยช่วยเหลือด้วยกรุณา ยามลูกทำดีคอยส่งเสริมด้วยมุทิตา ยามลูกทำผิดปล่อยให้รับกรรมด้วยตัวเอง คือ อุเบกขา
8. รอยเท้าแรกที่เหยียบบนดวงจันทร์ไม่ใช่รอยเท้าของมนุษย์ แต่เป็นรอยเท้าแห่งจินตนาการ
9. การแก้กรรมคือการแก้ที่ความหลงผิด การแก้กรรมคือการเลิกทำความชั่ว ดังนั้นการแก้กรรมจึงไม่ใช่สำเร็จที่การสะเดาะเคราะห์หรือทำพิธีจากเกจิ
10. คนที่รู้เรื่องกรรมดีที่สุดคือตัวเราเอง คนที่แก้กรรมได้ดี่ที่สุดคือตัวของเรา การแก้กรรมต้องทำด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมแปลกๆ
11. คนขุดบ่อน้ำก็ลงต่ำอยู่ในดิน คนก่อกำแพงก็ขึ้นสูงตามกำแพงที่ก่อ ฉันนี้ฉันใดคนทั้งหลายก้เป็นเช่นนั้น จะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับการกระทำของตน
12. คนฉลาดชอบแกล้งโง่ คนโง่ชอบเสแสร้งว่าฉลาด ส่วนนักปราชญ์เรียนรู้ที่จะฉลาดและเรียนรู้ที่จะโง่
13. กฎแห่งกรรมไม่ต้องืวีซ่า กฎแห่งกรรมไม่ยกเว้นหน้าอินทร์หน้าพรหม กฎแห่งกรรมไม่มีวันหยุด กฎแห่งกรรมเที่ยงธรรมตลอดกาล
14. บิล เกตต์ เรียนไม่จบแต่พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นคนใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ปัญญาไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่อยู่ในจิตใจที่ใฝ่รู้
15. อย่ายึดติดกับความหลัง อย่าฟังเสียงปาปมิตร (มิตรชั่ว) อย่ามัวคิดริษยา อย่าเสียเวลากับคนเลวทราม
16. คนส่วนใหญ่เรียกร้องสิทธิมนุษยชน แต่คนมีปัญญาเรียกร้องสิทธิที่จะไม่ทุกข์
17. ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน ปัญญาเป็นยอดแห่งสิริมงคลความถ่อมตนเป็นยอดแห่งเสน่ห์
18. รถทุกคันล้วนมีเบรก รถทุกคันล้วนมีท่อไอเสีย คนทุกคนต้องมีเบรกคือสติ ต้องมีท่อไอเสียคือการปล่อยวาง
19. ความทุกข์ไม่เคยยึดติดเรา มีแต่เราต่างหากที่ยึดติดความทุกข์ ความสุขไม่เคยไปจากใจเรา มีแต่เราต่างหากที่ไม่เคยถนอมมันไว้ในใจของเรา
20. ยศ ทรัพย์ อำนาจเป็นเพียงมรรควิธีที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเป้าหมายในการเกิดเป็นมนุ๋ย์
21. ทำผิดแล้วรู้สึกผิดต่อไปจะเป็นคนดี ทำผิดแล้วรู้สึกว่าเป็นความดีกาลกิณีจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
22. ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข
23. ความรักไม่เคยทำให้ใครทุกข์ การไม่รู้จักธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ธรรมชาติของความรักคือเกิดขึ้นในเบื้องต้น ดำรงอยู่ในท่ามกลาง และแตกดับไปในที่สุด
24. โลกนี้มีผี 6 ตัวที่น่ากลัวกว่าผีไหนๆ 1 ผีสุรา 2ผีเที่ยวกลางคืน 3. ผีมหรสพ (ติดใจในความบันเทิงจนเกินพอดี) 4 ผีการพนัน 5 ผีคบคนชั่วเป็นมิตร (คนชั่วอยู่ไหนชอบเถลไถลไปสนิทสนม) 6 ผีขี้เกียจ ผี 6 ตัวนี้ต้องปราบด้วยปฏิบัติธรรม


ขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttp://www.arayanewspaper.com

อานิสงส์ในการสร้างบุญบารมีด้วยวิธีการต่างๆ



                1. นั่งสมาธิ อย่างน้อยวันละ 15 นาที (หรือเดินจงกรมก็ได้)
อานิสงส์ เพื่อให้มีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดขึ้นทั้งภพนี้และภพหน้า เพื่อจิตใจที่สว่างผ่อนปรนจากกิเลส
ปล่อยวางได้ง่าย จิตจะรู้วิธีแก้ปัญหาชีวิตโดยอัตโนมัติ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง ไม่มีวันอับจน ผิวพรรณจะผ่องใส
สุขภาพกายและจิตจะแข็งแรง เจ้ากรรมนายเวรและญาติมิตรที่ล่วงลับจะได้บุญกุศล
2. สวดมนต์ ด้วยพระคาถาต่างๆอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอน
อานิสงส์ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวดาคุ้มครอง ชีวิตหน้าที่การงานจะเจริญก้าวหน้า เงินทองไหลมาเทมา
แคล้วคลาดจากอุปสรรคทั้งปวง จิตจะเป็นสมาธิได้เร็ว แนะนำพระคาถาพาหุงมหากา , พระคาถาชินบัญชร ,
พระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก เป็นต้น เมื่อสวดเสร็จต้องแผ่เมตตาทุกครั้ง
3. ถวายยารักษาโรค ให้วัด , ออกเงินค่ารักษาให้พระตามโรงพยาบาลสงฆ์
อานิสงส์ ก่อให้เกิดสุขภาพดีทั้งครอบครัว โรคที่ไม่หายจะทุเลา และหายได้ สุขภาพกายและจิตแข็งแรง
อายุยืนทั้งภพนี้และภพหน้า ถ้าป่วยก็จะไม่ขาดแคลนการรักษา
4. ทำบุญตักบาตร ทุกเช้าอานิสงส์ ได้ช่วยเหลือศาสนาต่อไปทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ขาดแคลนอาหาร ตายไปไม่หิวโหย อยู่ในภพที่ไม่ขาดแคลน ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์
5. ทำหนังสือหรือสื่อต่างๆ เกี่ยวกับธรรมะแจกฟรีแก่ผู้คนเป็นธรรมทาน
อานิสงส์ เพราะธรรมทานชนะการให้ทานทั้งปวง ผู้ให้ธรรมจึงสว่างไปด้วยลาถยศ สรรเสริญ
ปัญญา และบุญบารมีอย่างท่วมท้น เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่คาดฝัน
6. สร้างพระถวายวัด
อานิสงส์ ผ่อนปรนหนี้กรรมให้บางเบา ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แคล้วคลาด
จากอุปสรรคทั้งปวง ครอบครัวเป็นสุข ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์ของพระพุทธศาสนาตลอดไป
7. แบ่งเวลาชีวิตไปบวชชีพรามณ์ หรือบวชพระอย่างน้อย 9 วันขึ้นไป
อานิสงส์ ได้ตอบแทนคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่ ผ่อนปรนหนี้กรรม อุทิศผลบุญให้ญาติมิตร
และเจ้ากรรมนายเวร สร้างปัจจัยไปสู่นิพพานในภพต่อๆไป ได้เกิดมาอยู่ในร่มโพธิ์
ของพระพุทธศาสนา จิตเป็นกุศล
8. บริจาคเลือดหรือร่างกาย
อานิสงส์ ผิวพรรณผ่องใส สุขภาพแข็งแรง ช่วยต่ออายุ ต่อไปจะมีผู้คอยช่วยเหลือ
ไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก เทพยดาปกปักรักษา ได้เกิดมามีร่างกายที่งดงามในภพหน้า
ส่วนภพนี้ก็จะมีราศีผุดผ่อง
9. ปล่อยปลา ที่ซื้อมาจากตลาด รวมทั้งปล่อยสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์ต่างๆ
อานิสงส์ ช่วยต่ออายุ ขจัดอุปสรรคในชีวิต ชดใช้หนี้กรรมให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยกินเข้าไป
ให้ทำมาค้าขึ้น หน้าที่การงานคล่องตัวไม่ติดขัด ชีวิตที่ผิดหวังจะค่อยๆฟื้นคืนสภาพที่สดใสเป็นอิสระ
10. ให้ทุนการศึกษา , บริจาคหนังสือหรือสื่อการเรียนต่างๆ , อาสาสอนหนังสือ
อานิสงส์ ทำให้มีสติปัญญาดี ในภพต่อๆไป จะฉลาดเฉลียวมีปัญญา
ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนอย่างรอบรู้ มีสติปัญญาสมบูรณ์พร้อม
11 ให้เงินขอทาน , ให้เงินคนที่เดือดร้อน (ไม่ใช่การให้ยืม)
อานิสงส์ ทำให้เกิดลาภไม่ขาดสายทั้งภพนี้และภพหน้า ไม่ตกทุกข์ได้ยาก เกิดมาชาติหน้า
จะร่ำรวยและไม่มีหนี้สิน ความยากจนใน ชาตินี้จะทุเลาลง จะได้เงินทองกลับมาอย่างไม่คาดฝัน
12. รักษาศีล 5 หรือศีล 8
อานิสงส์ ไม่ต้องไปเกิดเป็นเปรต หรือ สัตว์นรกได้เกิดมาเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐครบบริบูรณ์
ชีวิตเจริญรุ่งเรือง กรรมเวรจะไม่ถาโถม ภัยอันตรายไม่ย่างกราย เทวดานางฟ้า ปกปักรักษา
 ขอบคุณข้อมูลดีจาก  http://www.arayanewspaper.com/content

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไหว้พระธาตุอีสาน 4เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต


ไหว้พระธาตุอีสาน 4เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต


แผ่นดินอีสานกลาง ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาแต่ครั้งโบราณ ดังคำบอกเล่าที่ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ศิลาจารึก ใบเสมา พระธาตุเจดีย์ ซึ่งมีความเก่าแก่นับพันปี


      “ แผ่นดินอีสานกลาง ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาแต่ครั้งโบราณกาล ตามตำนานพระอุรังคธาตุ  ตำนานพระเจ้าเหยียบโลก และพงศาวดารเมืองเหนือ ต่างกล่าวถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้เสด็จมาประดิษฐาน  ดังคำบอกเล่าที่ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ศิลาจารึก ใบเสมา พระธาตุเจดีย์ ซึ่งมีความเก่าแก่นับพันปี
     พระบรมสารีริกธาตุและพระอุรังคธาตุ(กระดูกส่วนอก) ถือเป็นตัวแทนแห่งองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า หากมีโอกาสกราบไหว้บูชาก็จะเกิดอานิสงส์อันประมาณค่ามิได้ ยิ่งหากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตลอดจนประกอบความดีที่ถึงพร้อม ก็จะส่งผลให้การอธิษฐาน สำเร็จด้วยพุทธานุภาพและพุทธบารมี ความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการขอพรพระบรมสารีริกธาตุนั้นถือเป็นปัจจัตตังที่พุทธศาสนิกชนจะรู้ได้เฉพาะตน ”
     อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรม เขียนไว้ในบทนำของคู่มือ "ไหว้พระธาตุอีสาน 4 เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต”  ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมนี้เพื่อส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวเชิงศาสนา เชื่อมโยงในระหว่างกลุ่มจังหวัด ร้อย แก่น สาร สินธุ์ (ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์) สำหรับกลุ่มตลาดท่องเที่ยวแบบเนิบช้า(Slow Travel) โดยได้เชิญ อ.คฑา ชินบัญชร มาเป็นพรีเซนเตอร์ แนะนำการตั้งจิตอธิษฐานและการบูชาพระธาตุทั้ง 5 แห่ง   ของ 4 เมือง คือ พระมหาธาตุแก่นนคร,พระธาตุขามแก่น, พระธาตุยาคู, พระมหาเจดีย์ชัยมงคล, พระธาตุนาดูน
 เริ่มต้นที่ ... ขอนแก่น

     เส้นทางไหว้พระธาตุทั้ง 4 เมือง 5 แห่ง เริ่มต้นที่ พระมหาธาตุแก่นนคร ภายในวัดหนองแวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งสร้างขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และมหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองของแก่น องค์พระธาตุเป็นศิลปะทวารวดีผสมอินโดจีน สูง 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ใน 4 มุม ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียร พระธาตุแห่งนี้มี 9 ชั้น ชาวบ้านจึงมักเรียก“ พระธาตุ 9 ชั้น ” 

    

     ภายในได้รวบรวมพระธรรมคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา แต่ละชั้นทำลวดลายบนบานประตูหน้าต่าง แกะสลักเรื่องราวเป็นภาพชาดก ภาพพุทธประวัติและภาพแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น   ชนบนสุดของพระธาตุเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก อีกทั้งยังสามารถชมทัศนียภาพของบึงแก่นนครและเมืองขอนแก่นได้รอบทั้ง 4 ทิศ
     “ ก่อนกราบไหว้บูชาสักการะองค์พระธาตุทุกแห่ง ควรน้อมจิต น้อมใจ ตั้งนะโม 3 จบ และระลึกถึงความดีที่ได้ทำวันนี้และ 5 พระคุณ คือ พระคุณของแผ่นดิน พระคุณของพระมหากษัตริย์   พระคุณของพระศาสนา พระคุณของพ่อแม่ และเทวดาประจำตัวเรา ”  อ.คฑา บอกวิธีก่อนบูชาพระธาตุในทุกครั้งทุกแห่ง

   “ ความเชื่อในอานิสงส์ที่ได้รับจากการนมัสการพระมหาธาตุแก่นนคร พระธาตุ 9 ชั้นคือ "ความก้าวหน้ารุ่งเรือง เปรียบดังบูชาองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ”  อ.คฑา กล่าว
      จากพระมหาธาตุแก่นนคร เราจะไปที่ พระธาตุขามแก่น ปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น ตั้งอยู่ที่วัดเจติยภูมิ ต.บ้านขาม อ.น้ำพอง ลักษณะเป็นเจดีย์ยอดฉัตรทองคำ สูง 19 เมตร พระธาตุขามแก่นมีตำนานเล่าขานกันว่า คณะอันเชิญพระอังคารธาตุของพระพุทธเจ้า จากเมืองโมรีย์ (อยู่ในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน) นำโดยกษัตริย์เจ้านครโมรีย์ พร้อมด้วยพระอรหันต์ 9 องค์   ได้เดินทางเพื่อนำพระอังคารธาตุไปบรรจุในพระธาตุพนม ซึ่งระหว่างนั้นยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ระหว่างทางได้แวะพักในบริเวณดอนมะขาม อันที่ตั้งของพระธาตุขามแก่นในปัจจุบัน ซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือเพียงแก่น และได้นำพระอังคารธาตุไปวางพักไว้บนแก่นมะขามนั้น รุ่งเช้าจึงเดินทางมุ่งหน้าสู่สถานที่ก่อสร้างพระธาตุพนมต่อไป
  
     เมื่อไปถึงปรากฏว่า พระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว จึงต้องนำพระอังคารธาตุ  กลับตามเส้นทางเดิม โดยตั้งใจว่าจะนำกลับไปยังนครโมรีย์ของตนตามเดิม  เมื่อกลับมาถึงดอนมะขามที่เคยพักแรม ได้เห็นมะขามต้นที่ตายเหลือแต่แก่น กับฟื้นคืนชีวิตแตกใบเขียวชะอุ่ม น่าอัศจรรย์  จึงพร้อมใจกันสร้างพระธาตุครอบต้นมะขามและบรรจุพระอังคารธาตุไว้ภายใน เรียกชื่อว่า “พระธาตุขามแก่น” สร้างวัดเป็นที่พำนักของพระอรหันต์ทั้ง 9 องค์ เคียงคู่องค์พระธาตุ พร้อมสร้างบ้านเรือน ปักถิ่นฐานในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย
     อ.คฑา บอกว่า การมาไหว้พระธาตุหรือมาแก้บน ควรมาวันพุธ เพราะจะมี  “เฒ่าจ้ำ หรือ กระจ้ำ”  ซึ่งเป็นเหมือนผู้นำด้านจิตวิญญาณ ทำหน้าที่ด้านพิธีกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชุมชน มาเป็นคนนำกล่าวคำนมัสการองค์พระธาตุ และแนะนำเรื่องพิธีการต่าง ๆ ตามแบบแผนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอีกด้วย
    อีกเรื่องที่หลายคนมักไม่รู้เกี่ยวกับ “ พระธาตุน้อย”  ซึ่งอยู่ใกล้กับพระอุโบสถ ว่าเป็นที่บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ทั้ง 9 องค์ คนส่วนใหญ่ที่มาไหว้พระธาตุขามแก่นเสร็จ  แล้วมักเดินทางกลับ โดยไม่ได้มาไหว้พระธาตุน้อย อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีการกล่าวถึงมากนัก ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่รู้

     อานิสงส์ที่ได้รับเมื่อมาไหว้พระธาตุขามแก่นคือ “ เรื่องร้ายกลายเป็นดี ดุจดังแก่มขามตายแล้วฟื้น โรคภัยที่มี หลีกลี้ห่างหาย “ 

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ... ร้อยเอ็ด

     ตั้งอยู่ที่วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด เป็นองค์พระมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง แบบขององค์พระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม             สูง 6 ชั้น ยอดฉัตรทองคำ มีความกว้าง ยาว และสูง อย่างละ 101 เมตร รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็ก 8 ทิศ สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ บนยอดภูเขาเขียว แนวเทือกเขาภูพาน แต่ละชั้นของพระมหาเจดีย์ ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ประดิษฐานรูปเหมือนสลักหินทรายของพระคณาจารย์ ปราชญ์อีสานในอดีตและหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปันโนจำนวน 101 องค์ ชั้นบนสูงสุด เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งต้องเดินขึ้นบันไดเวียนประดับตบแต่งเป็นรูปพญานาค หากไม่มีศรัทธากล้าแข็ง คงขึ้นไปไม่ถึง
   
     ผู้ริเริ่มดำเนินการสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคลคือ หลวงปู่ศรี มหาวีโร แห่งวัดประชาคมวนาราม(วัดป่ากุง)   ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบุพพาจารย์ใหญ่ ด้านวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รวมถึงรวบรวมเรื่องราวของครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน เป็นศูนย์กลางสำหรับไว้ให้พุทธศานิกชนเข้ามาศึกษาหาความรู้ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและสักการะบูชา     สืบไป พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจและพลังศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และต่อหลวงปู่ศรีของชาวร้อยเอ็ด ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ซึ่งร่วมใจบริจาคทรัพย์ตามกำลัง  จนเกิดเป็นพระมหาเจดีย์ที่ยิ่งใหญ่ดังที่เห็น
   
     พวกเราได้มีโอกาสมานั่งสวดมนต์บูชา ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระบรมสารีริกธาตุ บนชั้นสูงสุด โดยมี อ.คฑา เป็นผู้นำ นับเป็นความสุขใจอย่างยิ่ง ความเชื่อเรื่องอานิสงส์ที่ได้รับเมื่อมาไหว้พระมหาเจดีย์ชัยมงคลคือ “ เสริมมงคลให้ชีวิต ท่วมท้นชัยชนะ ด้วยพุทธานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ”
    

พระธาตุยาคู ... กาฬสินธิ์

    จากจังหวัดร้อยเอ็ด พวกเราเดินทางมาที่ อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธิ์ เพื่อไหว้พระธาตุยาคู เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่พบในเขตเมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองโบราณที่มีการขุดค้นพบหลักฐานต่าง ๆ มากมาย เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ ที่สุดในเมืองฟ้าแดดสงยาง ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐ มีหลักฐานว่าแต่ละส่วนของพระธาตุถูกสร้างขึ้นใน 3 สมัย โดยส่วนฐานเป็นรูปสีเหลี่ยมย่อมุม  มีบันไดทางขึ้น 4 ทิศ สร้างในสมัยทวารวดี ถัดขึ้นมาเป็นส่วนฐานทรงแปดเหลี่ยม ซึ่งสร้างซ้อนทับบนฐานเดิม เป็นรูปแบบเจดีย์สมัยอยุธยา องค์ระฆังและส่วนยอด สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์

   
     ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นพระธาตุที่บรรจุอัฐิของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่ชาวเมืองฟ้าแดดสงยางเคารพนับถือ จึงเรียกกันว่า “ พระธาตุยาคู ” (ญาคู – เป็นภาษาอีสาน หมายถึง พระสงฆ์ผุ้ใหญ่ในวัด)   มีข้อสังเกตตามประวัติว่า เมื่อเมืองเชียงโสมชนะสงคราม ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองฟ้าแดดสงยาง แต่ไม่ได้ทำลายพระธาตุยาคู จึงเป็นโบราณสถานที่ยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์         ทุก ๆ ปีในเดือนพฤษภาคม ชาวบ้านจะจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ เพื่อเป็นการขอฝนและนำความร่มเย็นมาสู่หมู่บ้าน
     “ ร่มเย็นเป็นสุข ชีวิตเบิกบาน สมบูรณ์พูนสุข ” เชื่อกันว่าเป็นอานิสงส์ของการได้มาไหว้พระธาตุยาคู

พระธาตุนาดูน ... มหาสารคาม

    พระธาตุแห่งที่ 5 อันเป็นที่หมายสุดท้ายของทริปนี้คือ พระธาตุนาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม โดยบริเวณที่ตั้งขององค์พระธาตุนาดูน แต่เดิมเป็นที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา   ราษฎรบ้านนาดูน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2522 มีการขุดพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่ากับเม็ดข้าวสารหักสีขาวขุ่น คล้ายแก้วมุกดา ซึ่งบรรจุอยู่ในผอบซ้อนกันสามชั้น ชั้นในเป็นทองคำ ชั้นกลางเป็นเงิน และชั้นนอกเป็นสำริด รวมถึงพระพุทธรูป พระพิมพ์ลายหลายแบบจำนวนมาก เมื่อกรมศิลปากรมาสำรวจพบว่า บริเวณนี้เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณ นครจัมปาศรี ซึ่งมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางพุทธศาสนาและวัฒนธรรม ตั้งแต่สมัยทวารวดี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-15
    ต่อมาจึงได้สร้างองค์พระธาตุนาดูน ขึ้นในบริเวณที่ขุดพบสถูป องค์พระธาตุมีความสูง 50.50 เมตร ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบ ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2530 พื้นที่โดยรอบได้ถูกพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเรียกว่าเป็น “พุทธมณฑลแห่งอีสาน”
รอบองค์พระธาตุจัดแต่งเป็นสวนรุกขชาติ ปลูกต้นไม้ในพุทธประวัติ บริเวณใกล้เคียงยังได้สร้างเป็น พิพิธภัณฑ์นครจัมปาศรี รวบรวมข้อมูล จัดแสดงเรื่องราวของเมืองโบราณนครจัมปาศรี
ตลอดจนความเป็นมาของพระธาตุนาดูน อย่างละเอียด อานิสงส์แห่งการได้มากราบไหว้พระธาตุนาดูน คือ “ เพิ่มพูนบารมี เป็นศูนย์ธรรมแห่งความดี ”

   
     อ.คฑา ได้กล่าวถึงการอธิษฐานจิตและขอพรให้ได้ผลตามหลักคือ ต้องสร้างบารมี ด้วยการทำความดีให้ถึงพร้อม ละเว้นต่อบาป ชำระจิตให้ขาวรอบ สวดมนต์ ไหว้พระ ปฏิบัติตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะช่วยส่งเสริมให้พรที่ขอสัมฤทธิ์ผล
     สำหรับโครงการ “ไหว้พระธาตุอีสาน 4 เมือง รุ่งเรืองตลอดชีวิต” ได้จัดให้มีกิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ เช่น สิงหาพาแม่เที่ยว, คาราวตามรอบอารยธรรมกราบพระธาตุ ฯ , Photo Workshop เป็นต้น ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่
     การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น โทร. 0 4324 4498 – 9 และwww.tourismthailand.org/khonkaen 

ขอขอบคุณ
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานขอนแก่น
- งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ภายในประเทศ กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
   โทรศัพท์  0 2250 5500 ต่อ 4525 , 4526

ไหว้ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมืองอุดรธานี


ไหว้ 7 สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมือง "อุดร" ขอพรให้สัมฤทธิ์ผล
พระพุทธรัศมี พระประธานในพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์

ต้องขอยอมรับว่าในช่วงหลังๆที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนไทยนิยมท่องเที่ยวเชิงธรรมะ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมากขึ้น เหตุผลหนึ่งคงเนื่องมาจากสถานการณ์ในสังคมปัจจุบันที่รุมเร้าสภาพจิตใจของผู้คนให้กระทบกระเทือนในด้านต่างๆ หลายๆคนจึงหลีกหนีปัญหาโดยการมุ่งหน้าเข้าวัด เข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
สำหรับ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" เอง แม้จะไม่มีปัญหาหนักหนาสาหัสขนาดนั้น แต่การไปเที่ยวเชิงธรรมะก็ถือเป็นการเสริมมงคลให้กับชีวิตอีกทางหนึ่ง อย่างในครั้งนี้ที่เรามีโอกาสร่วมทริปมงคลไปกับอาจารย์ “คฑา ชินบัญชร” ในเมืองอุดรธานี จังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลายต่อหลายท่าน
พระขอ เชื่อกันว่าหากเราขออะไรก็จะได้อย่างนั้น
งานนี้ อ.คฑา แกไม่ได้มาเที่ยวเฉยๆแต่แกยังมาทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้ คำแนะนำในการไหว้พระตามวัดต่างๆอีกด้วย โดยวัดแรกที่พวกเราไปประเดิมเสริมสิริมงคลกันก็คือ “วัดโพธิสมภรณ์” ที่สร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 โดยมหาอำมาตย์ศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ปัจจุบันมีหลวงปู่จันทร์ศรี ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
หลังจากที่พวกเรากราบไหว้ขอพรจากหลวงปู่จันทร์ศรีแล้ว ก็พากันไปกราบ พระพุทธรัศมี พระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีสัตตนาคนหุต(เวียงจันทร์) อายุประมาณ 600 ปี และพระประธานองค์นี้ยังมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระเศียรด้วย
จากนั้น อ.คฑา นำพวกเราเดินอ้อมพระอุโบสถไปยังด้านหลัง ซึ่งมีซุ้มฝาผนังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลง ปางประทานพรขนาดองค์เล็กๆ สมัยลพบุรี อายุราว 1,300 ปี พระพุทธรูปองค์นี้ชาวเมืองอุดรให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก มักจะมีคนมากราบไหว้ขอพรอยู่เสมอ จนมีอีกชื่อหนึ่งว่า “พระขอ” ซึ่งหมายถึงหากเราขออะไรก็จะได้อย่างนั้นนั่นเอง
จากวัดโพธิสมภรณ์ พวกเราเดินทางต่อไปยัง “ศาลหลักเมือง” ซึ่งถือเป็นสถานที่สำคัญของชาวอุดรฯ ศาลหลักเมืองเดิมสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 แต่เมื่อเวลาผ่านไปสภาพของศาลได้ทรุดโทรมลงมาก จึงได้ทำการสร้างใหม่โดยได้รับการออกแบบจากศิลปินแห่งชาติ ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี ด้วยสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานไทยอีสานที่สวยงาม เมื่อดำเนินการสร้างแล้วเสร็จ ได้อัญเชิญองค์ท้าวเวสสุวัณ อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอุดรธานีมาประดิษฐานเคียงคู่กับอาสน์ศาลหลักเมืองใหม่แห่งนี้
ท้าวเวสสุวัณตั้งตระหง่านเคียงคู่กับอาสน์ศาลหลักเมืองอุดรธานี
สำหรับผู้ที่ได้มาสักการะศาลหลักเมืองอุดรฯรวมถึงคณะเรา อ.คฑา แนะนำว่า ศาลหลักเมืองเป็นสถานที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ทางด้านความมั่นคง ทั้งหน้าที่การงาน การเงิน การดำเนินชีวิต ดังนั้นการขอพรให้ขอพรที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชีวิต และจากตำนานของจังหวัดอุดรฯมีเคล็ดลับว่า หากเข้าประตูไหนให้ออกประตูนั้นจะทำให้การขอพรได้อนิจสงค์มากขึ้น
เมื่อพวกเราตั้งจิตอธิฐานขอพรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินออกทางประตูเดียวกับที่เข้าตามเคล็ด แล้วไปสักการะ “ท้าวเวสสุวัณ” หนึ่งใน 4 ท้าวจตุโลกกบาล ปกครองเหล่าอสูรและยักษ์ ตลอดจนภูตผีปีศาจทั้งหลาย ส่วนเคล็ดลับในการไหว้ขอพรท่านท้าวเวสสุวัณ อ.คฑา บอกว่าให้ขอพรให้ศัตรู หมู่มาร หรือผู้ที่คิดร้ายกับเราแพ้ภัยตนเอง หรือกลับใจมาเป็นมิตร
และบริเวณใกล้กับท้าวเวสสุวัณ ยังมี “พระพุทธโพธิ์ทอง” สันนิฐานว่าสร้างมาแล้วกว่าพันปี ได้ถูกอัญเชิญมาจากวัดร้างบ้านเพียปู่ อ.ไชยวาน มาประดิษฐานไว้ที่ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรฯ ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด ส่วนเคล็ดลับของการขอพรพระพุทธโพธิ์ทองคือ การขอให้เรามีร่มโพธิ์ร่มไทร มีผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือ สนับสนุน และขอให้เราเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนอื่นๆด้วย หลังจากขอพระแล้วให้ไปเก็บใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นแล้วทางด้านหลังของศาลเพื่อนำกลับไปบูชา บางคนเก็บใบเดียว บางคนก็เก็บหลายใบฝากเพื่อนฝูงญาติมิตร ก็ตามแต่อัธยาศัย
หลวงพ่อนาค วัดมัชฌิมาวาส มีชื่อเสียงในเรื่องของความรัก
สถานที่ถัดไปพวกเราไปยัง “วัดมัชฌิมาวาส” หรือที่ชาวบ้านละแวกนั้นนิยมเรียกว่า “วัดเก่า” เนื่องจากวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดร้างมาก่อน วัดนี้มีพระพุทธรูปหินสีขาวปางนาคปรก หรือที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อนาค” ศิลปะสมัยทวาราวดีเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ที่ผู้คนที่มากราบไหว้มักจะนิยมขอในเรื่องของความรัก ทั้งความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ครูอาจารย์ต่อศิษย์ หรือความรักของหนุ่มสาวก็ได้ทั้งนั้น
หลังขอพรเรื่องต่างๆกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ถวายของเป็นคู่ เช่น เชิงเทียนหนึ่งคู่ และตักน้ำมนต์ในโอ่งด้านข้างหลวงพ่อนาคมาประพรมใส่คนที่เรารักเพื่อให้สมหวัง แต่สำหรับ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ไม่รู้จะประพรมน้ำมนต์ให้ใคร ก็เรามันไร้คู่ตุนาหงัน ได้แต่ขอพรให้มีคนชอบของแปลกหลงเข้ามาในชีวิตเผื่อจะได้เจอะเนื้อคู่กับเขาบ้าง
ศาลเจ้าปู่-ย่า มีความเชื่อว่าท่านทั้ง 2 ใจดีมีเมตตา
จากความชุ่มชื่นหัวใจในเรื่องของความรักในทุกๆรูปแบบแล้ว เราเดินทางต่อไปยังสถานที่ถัดไป คือ “ศาลเจ้าปู่-ย่า” ที่ได้รับการกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความเมตตาแก่คนยากไร้หรือผู้มีทุกข์โศก ภายในศาลเจ้าปู่-ย่า ประกอบไปด้วยศาลต่างๆ 6 ศาล โดยเราจะใช้ธูปรวม 30 ดอก จุดไหว้ตั้งแต่ศาลที่ 1 เรียงไปจนศาลที่หก ปักกระถางธูปตรงกลาง 3 ดอกหมายถึงความเคารพเลื่อมใสบูชา ปักด้านซ้าย-ขวาอีกข้างละ 1 ดอก เพื่อเป็นการบูชาองค์เทพอารักขาของเทพเจ้านั้นๆด้วย
โดยเริ่มบูชาจุดแรกที่ “ศาลเทพยดาฟ้าดิน” 
ศาลต่อไปคือ “ศาลเจ้าปู่-ย่า” 
ศาลที่สามคือ “ศาลเจ้าพ่อหนองบัว” 
ศาลที่สี่คือ “ศาลเจ้าที่” 
จุดต่อไปคือ “พระสังกัจจายน์” และ 
จุดสุดท้ายคือ “ฉั่งง่วนส่วย” เทพที่เชี่ยวชาญในการปราชญ์ ซึ่งเป็นที่นิยมบูชาของเหล่านักเรียนนักศึกษาในการสอบครั้งสำคัญๆเป็นอย่างยิ่ง
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่อไปตั้งอยู่กลางเมืองอุดร คือ “อนุสาวรีย์พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ ศิลปาคม” ซึ่งเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ท่านผู้นี้เป็นผู้ก่อตั้งเมืองอุดรขึ้นเมื่อ พ.ศ.2436 พร้อมทั้งวางผังเมือง วางระเบียบราชการปกครองบ้านเมือง ทำคุณแก่ชาวเมืองอุดรฯนานัปการ ชาวเมืองอุดรฯ จึงได้สร้างอนุสาวรีย์พระองค์ทรงยืนในเครื่องแบบนายพลตรีแห่งกองทัพบกไทย เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณความดีของพระองค์
อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดร
การกราบไหว้ขอพรอนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเกี่ยวพันในเรื่องของความวิริยะอุสาหะ การแข่งขัน ความก้าวหน้า โดยการตั้งจิตอธิฐานและบนบานด้วยการวิ่งแก้บนรอบอนุสาวรีย์ฯ 3,5,7,9 รอบแล้วแต่กำลัง และถวายม้ากับดาบซึ่งเป็นกุศโลบายว่า จะต้องมีความมานะบากบั่น ต้องมีความเพียรก่อน จึงจะถึงยังจุดมุ่งหมาย
เจดีย์องค์ใหญ่ในวัดป่าบ้านจิก ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้
จากนั้นเราไปกันที่ “วัดทิพยรัฐนิมิตร” หรือ “วัดป่าบ้านจิก” ภายในวัดแห่งนี้มีเจดีย์องค์ใหญ่สวยงาม ฐานคล้ายทะนานที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุในครั้งพุทธกาล สร้างแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2544 ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และรูปเหมือนหลวงปู่ถิร จิตธมโม เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน
เดินเข้าไปด้านในจะเห็นอุโบสถ 3 ชั้นแลดูสวยงามเช่นกันด้วยศิลปะผสมไทย-อยุธยา เล่ากันว่าแต่ก่อนบริเวณนี้เป็นสระน้ำ เจ้าอาวาสนิมิตเห็นพญานาคจึงได้สร้างอุโบสถขึ้นกลางน้ำและสร้างบันไดเป็นรูปพญานาค
และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอุดรฯที่พวกเราได้ไปเยือนเป็นแห่งสุดท้ายคือ“วัดป่าบ้านตาด” ที่พำนักของ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” หรือที่คุ้นหูคุ้นปากกันว่า “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” นั่นเอง ภายในวัดป่าบ้านตาดนั้นร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ใหญ่นานาชนิด จึงเป็นสถานที่พักพิงของสัตว์ป่าน้อยใหญ่ อาทิ ไก่ป่า กระแต กระรอก แย้ นก หมูป่า
ภายในวัดป่าบ้านตาดนี้ หากใครเคยมาจะรู้ว่าบรรยากาศ ความเงียบสงบ ให้ความรู้สึกที่เป็นวัดป่าจริงๆ รวมทั้งสิ่งปลูก ก็ล้วนแล้วแต่ทำและใช้อย่างพอเพียงพออยู่ได้ทั้งสิ้น ดังนั้น "ผู้จัดการท่องเที่ยว" คิดว่าวัดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปปฏิบัติธรรมจริงๆโดยเฉพาะเท่านั้น
อุโบสถ 3 ชั้นศิลปะผสมไทย-อยุธยา เล่ากันว่าสร้างขึ้นตามนิมิตของเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านจิก
และก่อนที่พวกเราจะจบทริปสุขใจเสริมมงคลในครั้งนี้ พวกเราทุกคนก็ได้ร่วมใจกันนั่งสมาธิพร้อมอุทิศส่วนกุศล เป็นการปิดท้ายการเดินทางอันอิ่มบุญอิ่มใจ และไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะบันดาลให้ได้ดังหวังหรือไม่ "ผู้จัดการท่องเที่ยว" ก็ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ หากแต่คนที่เชื่อและยึดมั่นทำในสิ่งที่ดี ไม่ช้าก็เร็วจะต้องได้สิ่งดีๆ ตอบแทนอย่างแน่นอน
*****************************************
สอบถามข้อมูลไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมืองอุดรฯเพิ่มเติมได้ที่ ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขต 5 โทร.0-4232-5406-7
ที่มา จากหนังสือพิมพ์ "ผู้จัดการออนไลน์"

งานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ


งานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ
ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทอง ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงาม นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเคารพนับถือมาก สร้างเมื่อพุทธศักราช 2105 ผู้สร้างคือ พระไชยเชษฐา กษัตริย์นครเวียง หล่อโดยใช้ทองคำ ทองเหลือง และเงินผสมกัน รวมน้ำหนักได้ 1 ตื้อ (ตื้อ เป็น มาตราโบราณของอีสาน) ใช้เวลาในการสร้าง 7 ปี 7 เดือน ทางจังหวัดได้จัดงานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อานิสงส์ของการสร้างคัมภีร์ ในพระพุทธศาสนา


ถาม การสร้างคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีอานิสงส์อะไรบ้าง
ตอบ เรื่องอานิสงส์ในการสร้างคัมภีร์ในพระพุทธศาสนานั้น
ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์จูฬคันธวงศ์ปริจเฉทที่ ๕ ว่า
ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นบัณฑิตมีปรีชาญาณสร้างเองก็ดี ให้คนอื่นสร้างก็ดี ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาฎีกาย่อมเป็นกองบุญอันหาที่สุดมิได้ มีอานิสงส์บุญไม่มีที่สุดเช่นเดียวกับการสร้างเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ และเช่นเดียวกับการสร้างพระพุทธรูป ๘๔,๐๐๐ องค์ เช่นเดียวกับการปลูกต้นโพธิ์ ๘๔,๐๐๐ ต้น และเช่นเดียวกับการสร้างพระวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง
อนึ่ง ผู้ใดสร้างหีบใส่พระพุทธพจน์หรือแนะนำให้คนอื่นกระทำก็ดี
อนึ่ง ผู้ใดให้เองก็ดี ให้ผู้อื่นให้ก็ดี ซึ่งในใบลานก็ดี มูลค่าใบลานก็ดี
อนึ่ง ผู้ใดให้เองก็ดี ให้ผู้อื่นให้ก็ดี ซึ่งน้ำมันก็ดี จุณก็ดี ข้าวเปลือกก็ดี ผ้าใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี เพื่อประโยชน์แก่การเช็ดใบลาน
ซึ่งด้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่การเป็นหมุดร้อยในรอยเจาะใบลานก็ดี
ซึ่งแผ่นกระดานคู่ก็ดี ซึ่งผ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่การห่อใบลาน
ซึ่งเชือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่การผูกใบลาน
ซึ่งถุงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์แก่การห่อกำใบลาน
อนึ่ง ผู้ใดกระทำการเองก็ดี ใช้ผู้อื่นให้กระทำก็ดี ซึ่งการประดับใบลานก็ดี ซึ่งการประดับแผ่นไม้กระดานไม้ก็ดี ด้วยหรดาลหรือด้วยมโนศิลา หรือด้วยทองและเงิน ผู้นั้นย่อมมีกองบุญ อานิสงส์บุญหาที่สุดมิได้ เช่นเดียวกับการสร้างพระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ เช่นเดียวกับการสร้างพระวิหาร ๘๔,๐๐๐ หลัง ผู้นั้นเป็นผู้ประกอบด้วยศีลคุณ เมื่อบังเกิดอยู่ในภพ ย่อมเป็นผู้มีเดชมากอยู่ทุกเมื่อ บันลือสีหนาทแกล้วกล้า ประกอบด้วยอายุ วรรณะ และพละ เป็นผู้ใคร่ธรรมอยู่ทุกเมื่อ เป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ในหมู่เทวดาและมนุษย์ ปราศจากโรคาพาธ
ผู้นั้นเมื่อบังเกิดอยู่ในภพ เป็นผู้มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นด้วยดี มีความเป็นใหญ่ประกอบด้วยบริวาร ย่อมบรรลุสุขทั้งปวง เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ด้วยวิบากผลของตน ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่ มีทรวดทรงงาม เป็นที่รักใคร่ของสัตว์ทั้งปวง ได้รับการบูชาในที่ทุกสถาน เมื่อยังท่องเที่ยวไปในหมู่เทวดาและมนุษย์ ก็มีมิตรสหายคุ้มครอง ย่อมเสวยเทวสมบัติอยู่เนืองๆ จักบรรลุอรหัตตผล ถึงซึ่งพระนิพพาน จักบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ วิโมกข์ ๘ อันประเสริฐในอนาคตกาล
เพราะฉันนั้นนั่นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเล็งเห็นประโยชน์ของตน ควรสร้างเองและให้แม้ผู้อื่นสร้างซึ่งคัมภีร์ และจารเอง ให้ผู้อื่นจารคัมภีร์บาลี อรรถกถาเป็นต้น ลงในใบลานและหีบใส่คัมภีร์พระธรรม พึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสให้เอง และชักชวนมิตรสหายพวกพ้องให้สร้าง ย่อมจะได้อานิสงส์ดังกล่าวนี้
นี่คืออานิสงส์ของการสร้างคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
________________________________________
ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-

          ความหมายของพระไตรปิฎก
http://www.84000.org/tipitaka/read/?ความหมายของพระไตรปิฎก

          พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔

          อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

          สัทธรรมสัมโมสสูตรที่ ๑
http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=22&A=4129&Z=4142

          สัทธรรมสัมโมสสูตรที่ ๒
http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=22&A=4143&Z=4175

          สัทธรรมสัมโมสสูตรที่ ๓
http://www.84000.org/tipitaka/book/v.php?B=22&A=4176&Z=4224

          พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

          พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

          คำว่า นวังคสัตถุสาสน์ [คำสอนของพระศาสดามีองค์ 9]
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=นวังคสัตถุสาสน์