วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีที่ดูแลตัวเอง


รักษาตน ด้วยการเสพธรรมะ
ด้วยการเจริญธรรมะ ด้วยการทำให้มากซึ่งธรรมะ
รักษาผู้อื่น ด้วยการอดทน
ด้วยการไม่เบียดเบียน
ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู

มหา. สํ. ๑๙/๒๒๔/๗๕๘.

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

‎ว่าด้วยเรื่องของมาตุคาม‬

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดย ส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน คือ
๑ รูปไม่สวย
๒ ไม่มีโภคสมบัติ
๓ ไม่มีมารยาท
๔ เกียจคร้าน
๕ ไม่ได้บุตรเพื่อเขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดย ส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน คือ
๑ มีรูปสวย
๒ มีโภคสมบัติ
๓ มีมารยาท
๔ ขยันไม่เกียจคร้าน
๕ ได้บุตรเพื่อเขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ๕ อย่างนี้ ความทุกข์ ๕ อย่าง เป็นไฉน คือ มาตุคามในโลกนี้
๑ เมื่อยังกำลังสาว ไปสู่สกุลผัว เว้นจากญาติ อันนี้เป็น ความทุกข์ แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อต้น ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ฯ
๒ อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีระดู อันนี้เป็น ...ฯลฯ...
๓ อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีครรภ์ อันนี้เป็น ...ฯลฯ...
๔ อีกประการหนึ่ง มาตุคามคลอดบุตร อันนี้เป็น ...ฯลฯ...
๕ อีกประการหนึ่ง มาตุคามเข้าถึง ความเป็นหญิงบำเรอของบุรุษ อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่ง ของมาตุคามที่ ๕ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการโดยมาก เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๓ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามในโลกนี้
๑ เวลาเช้า มีใจอันมลทิน คือ ความตระหนี่กลุ้มรุมแล้ว อยู่ครองเรือน
๒ เวลาเที่ยง มีใจอันความริษยา กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน
๓ เวลาเย็น มีใจอันกามราคะ กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้
๑ ไม่มีศรัทธา
๒ ไม่มีหิริ
๓ ไม่มีโอตตัปปะ
*๔ มักโกรธ
๕ มีปัญญาทราม
*(นัยยอื่น เปลี่ยนข้อที่ ๔ -
- จากมักโกรธ เป็น
๔ มักผูกโกรธ,
๔ มีความริษยา,
๔ มีความตระหนี่,
๔ ประพฤตินอกใจ,
๔ เป็นคนทุศีล,
๔ มีสุตะน้อย,
๔ เกียจคร้าน,
๔ มีสติหลง.
ข้อความนอกจากนี้ เหมือนกันกับ พระสูตรข้างต้นทุกประการ.)
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
มาตุคามเป็น
๑ ผู้ฆ่าสัตว์
๒ ลักทรัพย์
๓ ประพฤติผิดในกาม
๔ พูดเท็จ
๕ ดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามเป็น ๑ ผู้มีศรัทธา
๒ มีหิริ
๓ มีโอตตัปปะ
* ๔ ไม่มักโกรธ
๕ มีปัญญา
*(นัยยอื่น เปลี่ยนข้อที่ ๔ -
-จากไม่มักโกรธ เป็น
๔ ไม่ผูกโกรธ
๔ ไม่มีความริษยา
๔ ไม่มีความตระหนี่
๔ ไม่ประพฤตินอกใจ
๔ เป็นคนมีศีล
๔ มีสุตะมาก
๔ ปรารภความเพียร
๔ มีสติตั้งมั่น
ข้อความนอกจากนี้ เหมือนกันกับ พระสูตรข้างต้นทุกประการ.)
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้งดเว้น
๑ ผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์
๒ ผู้งดเว้น จากการลักทรัพย์
๓ ผู้งดเว้น จากการประพฤติผิดในกาม
๔ ผู้งดเว้น จากการพูดเท็จ
๕ ผู้งดเว้น จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้
๕ ประการ เป็นไฉน คือ
๑ กำลังคือ รูป
๒ กำลังคือ โภคะ
๓ กำลังคือ ญาติ
๔ กำลังคือ บุตร
๕ กำลังคือ ศีล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล * เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน ฯ
*(นัยยอื่น เปลี่ยนจาก เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน ฯ เป็น
* ย่อมบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ ฯ
และ * ย่อมประพฤติข่มขี่สามีได้
ข้อความนอกจากนี้ เหมือนกันกับ พระสูตรข้างต้นทุกประการ.)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ส่วนบุรุษ ผู้ประกอบด้วย กำลังอย่างเดียว ย่อมประพฤติ ข่มขี่มาตุคามได้
กำลังอย่างเดียว เป็นไฉน ได้แก่ กำลัง คือความเป็นใหญ่ กำลังคือรูป ย่อมป้องกันมาตุคาม ผู้ถูกบุรุษข่มขี่แล้วได้
กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร กำลังคือศีล ป้องกันไม่ได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็เมื่อมาตุคาม ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ และกำลังคือบุตร แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล อย่างนี้ชื่อว่า ยังไม่บริบูรณ์ ด้วยองค์นั้น แต่เมื่อ มาตุคาม ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร และกำลังคือศีล อย่างนี้ชื่อว่า บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคามผู้ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ และกำลังคือบุตร แต่ไม่ประกอบด้วย กำลังคือศีล พวกญาติ ย่อมยังมาตุคามนั้น ให้พินาศ คือไม่ให้อยู่ในสกุล
แต่เมื่อมาตุคาม ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร และกำลังคือศีล
พวกญาติ ย่อมยังมาตุคามนั้น ให้อยู่ในสกุล ย่อมไม่ให้พินาศ
มาตุคามผู้ประกอบด้วย กำลังคือศีล
แต่ไม่ประกอบด้วย กำลังคือรูป
กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร พวกญาติ ย่อมยังมาตุคามนั้น ให้อยู่ในสกุล ย่อมไม่ให้พินาศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามเมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกำลังคือรูปเป็นเหตุ เพราะกำลังคือโภคะเป็นเหตุ เพราะกำลังคือญาติเป็นเหตุ หรือเพราะกำลังคือบุตรเป็นเหตุ หามิได้ แต่ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกำลังคือศีลเป็นเหตุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคาม ผู้มิได้ทำบุญไว้ ยากที่จะได้
ฐานะ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ
๑ ขอเราพึงเกิดในสกุลอันสมควร นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ อันมาตุคาม ผู้มิได้ทำบุญไว้ ยากที่จะได้.
๒ ขอเราพึงไปสู่สกุลอันสมควร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๓ ขอเราพึงอยู่ครองเรือน ปราศจากหญิงร่วมสามี นี้เป็น ...ฯลฯ...
๔ ขอเราพึงมีบุตร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๕ ขอเราประพฤติครอบงำสามี นี้เป็น ฐานะข้อที่ ๕ อันมาตุคาม ผู้มิได้ทำบุญไว้ ยากที่จะได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคาม ผู้ทำบุญไว้ ได้โดยง่าย
ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
๑ ขอเราพึงเกิดในสกุลอันสมควร นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ อันมาตุคาม
ผู้ทำบุญไว้ ได้โดยง่าย
๒ ขอเราพึงไปสู่สกุลอันสมควร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๓ ขอเราพึงอยู่ครองเรือน ปราศจากหญิงร่วมสามี นี้เป็น ...ฯลฯ...
๔ ขอเราพึงมีบุตร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๕ ขอเราพึงประพฤติครอบงำสามี นี้เป็น ฐานะข้อที่ ๕ อันมาตุคาม ผู้ทำบุญไว้ ได้โดยง่าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้สามารถ อยู่ครองเรือน
ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้
๑ งดเว้น จากการฆ่าสัตว์
๒ งดเว้น จากการลักทรัพย์
๓ งดเว้น จากการประพฤติผิดในกาม
๔ งดเว้น จากการพูดเท็จ
๕ งดเว้น จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้ง แห่งความประมาท
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวิกา เมื่อเจริญด้วย วัฑฒิธรรม ๕ ประการ ย่อมเจริญด้วย วัฑฒิธรรมอันเป็นอริยะ เป็นผู้ถือเอาสาระ และถือเอา สิ่งประเสริฐของกาย ไว้ได้ วัฑฒิธรรม๕ ประการ เป็นไฉน คือ
อริยสาวิกาย่อมเจริญด้วย
๑ ศรัทธา
๒ ศีล
๓ สุตะ
๔ จาคะ
๕ ปัญญา
* สตรีใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา สตรีเช่นนั้น เป็นอุบาสิกาผู้มีศีล ย่อมถือ สาระของตนในโลกนี้ไว้ได้ ฯ
พระไตรปิฎกไทย(ฉบับหลวง) เล่มที่๑๘ หน้า ๒๕๑-ข้อ ๔๕๘-๔๙๖.

คู่บุพเพสันนิวาส

คู่บุพเพสันนิวาส
*******************

คู่บุพเพสันนิวาส
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองพึงหวัง
พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน
และในสัมปรายภพ ทั้งสองเทียว
พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน
มีศีลเสมอกัน
มีจาคะเสมอกัน
มีปัญญาเสมอกัน
ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้
พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ.
ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา
...รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม
...เจรจาคำที่น่ารักแก่กันและกัน
ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก
มีความผาสุกทั้งสองฝ่าย
...มีศีลเสมอกัน
...รักใคร่กันมาก
...ไม่มีใจร้ายต่อกัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว
...ทั้งสอง
เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน
ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์
เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก.
สิ่งที่ทุกคนปรารถนาจะได้
คหบดี ! ธรรม ๔ ประการนี้ น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. ธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไรเล่า คือ :-
ขอโภคทรัพย์จงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางธรรม นี้เป็นธรรม ประการที่ ๑ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว
ขอยศจงเฟื่องฟูแก่เราพร้อมด้วยญาติและมิตรสหาย นี้เป็นธรรม ประการที่ ๒ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว
ขอเราจงเป็นอยู่นาน จงรักษาอายุให้ยั่งยืน นี้เป็นธรรม ประการที่ ๓ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว เป็นอยู่นานรักษาอายุให้ยั่งยืนแล้ว
เมื่อตายแล้ว ขอเราจงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นธรรม ประการที่ ๔ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก.
คหบดี ! ธรรม ๔ ประการนี้แล น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก.
คหบดี ! ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ ธรรม ๔ ประการ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไรเล่า คือ :-
สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ๑
สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ๑
จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) ๑
ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) ๑ .
คหบดี ! ก็ สัทธาสัมปทาเป็นอย่างไรเล่า
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า “เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์”. คหบดี ! นี้เรียกว่า สัทธาสัมปทา.
ก็ สีลสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน เป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. นี้เรียกว่า สีลสัมปทา.
ก็ จาคสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ และการแบ่งปัน. นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
ก็ ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
บุคคลมีใจอันความโลภอย่างแรงกล้า คือ อภิชฌาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ละเลยกิจที่ควรทำเมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำและละเลยกิจที่ควรทำเสีย ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข บุคคลมีใจอันพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ละเลยกิจที่ควรทำ เมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำและละเลยกิจที่ควรทำเสีย ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข.
คหบดี ! อริยสาวกนั้นแลรู้ว่า อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภอย่างแรงกล้า) เป็นอุปกิเลส (โทษเครื่องเศร้าหมอง) แห่งจิต ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะอันเป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสียได้ รู้ว่า พยาบาท (คิดร้าย) ถีนมิทธะ (ความหดหู่ซึมเซา) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ย่อมละเสียซึ่งสิ่งที่เป็นอุปกิเลสแห่งจิตเหล่านั้น .
คหบดี ! เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าอภิชฌาวิสมโลภะ เป็นอุปกิเลสแห่งจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละเสียได้ เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสแห่งจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละสิ่งเหล่านั้นเสียได้ อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น เป็นผู้เห็นทาง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. นี้เรียกว่า ปัญญาสัมปทา.
คหบดี !
ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก.
ฆราวาสชั้นเลิศ หน้า ๒๓
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๖๕/๖๑.

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สมบัติของอุบาสก ๕ : คิหิปฏิบัติ

สมบัติของอุบาสก ๕  
๑. ประกอบด้วยศรัทธา
๒. มีศีลบริสุทธิ์
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา
๕. บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา

อุบาสกพึงตั้งอยู่ในสมบัติ ๕ ประการ และเว้นจากวิบัติ ๕ ประการ ซึ่งวิปริตจากสมบัติ ได้แก่ การประพฤติดังนี้
๑. ไม่มีศรัทธา
๒. เป็นผู้ทุศีล
๓. ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม
๔. แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
๕. ไม่บำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนา

ประกอบพร้อมด้วยศรัทธา คือ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต คือพระพุทธเจ้า รวมความคือ เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อเชื่อว่า ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว บาปบุญมี บิดามารดามีคุณ เป็นต้น

มีศีลบริสุทธิ์ คือ ประกอบด้วยศีล คือรักษากาย วาจา เรียบร้อยดี ไม่มีโทษหมายถึง อุบาสกต้องรักษาศีลของตนเองให้บริสุทธิ์ สะอาดไม่ด่างพร้อย ไม่ให้ทะลุ ไม่ขาดวิ่น ให้บริสุทธิ์ทั้งเบื้อต้น ทามกลางและที่สุด ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถือฤกษ์ยาม ไม่ถือเคราะห์ดี เคราะห์ร้าย ไม่ถือดวงดี ดวงร้าย ไม่ตื่นข่าวเล่าลือ ไม่เชื่อถือเครื่องรางของขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า มีฤทธิ์อำนาจเหนือไปกว่าพระรัตนตรัย

เชื่อกรรมไม่เชื่อมลคล หมายความว่า เชื่อกรรม คือเชื่อการกระทำ การประพฤติ ไม่เชื่อฤกษ์ยาม ตามพระพุทธภาษิตว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือให้ทรามและประณีต ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้ผลชั่ว

การทำบุญนอกพระพุทธศาสนา คือ การทำบุญตามลัทธินิยมของนักบวช ในศาสนาอื่นๆ นอกพุทธศาสนา ซึ่งเขานิยมว่าเป็นการทำบุญของเขาแล้ว นิยมกับกับเขา เพราะอาจจะถูกเขาชักนำให้ปฏิบัติผิดได้ง่าย อาจเป็นอันตรายแก่ตนเองและพุทธศาสนา

ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา คือการที่อุบาสกต้องไปแสวงหาบุคคล ผู้ควรแก่ทักษิณาทานนอกพระพุทธศาสนา ให้แสวงหาแต่ในพระพุทธศาสนา

เขตบุญ หมายถึง ผู้ที่รับของทำบุญ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ
๑. เขตบุญนอกพระพุทธศาสนา ได้แก่ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา เช่น ชีเปลือย เป็นต้น
๒. เขตบุญในพระพุทธศาสนา ได้แก่ นักบวชในพระพุทธศาสนา เช่น ภิกษุสามเณร เป็นต้น

ให้อุบาสกบำเพ็ญแต่ในพระพุทธศาสนา หมายถึง เมื่อจะทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น ก็ควรทำแต่ในพระพุทธศาสนา คือ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ทำตามคำสอนของผู้อื่น ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อุบาสกพึงบำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.xn--12c9b1aha5ai6e7a.com/2013/06/sombatkhongubasok-5.html?m=0

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ว่าด้วยความรัก ๔ แบบ

ว่าด้วยความรัก ๔ แบบ

(๑) ความรักเกิดจากความรัก
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรารถนา
รักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติ
กระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่
น่าพอใจ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความพอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า
“บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราปรารถนารักใคร่
พอใจ ด้วยอาการที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่น่าพอใจ” ดังนี้;
บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมทำความรักให้เกิดขึ้นใน
บุคคลเหล่านั้น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อย่างนี้แล เรียกว่า
ความรักเกิดจากความรัก.
(๒) ความเกลียดเกิดจากความรัก
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งเป็นที่ปรารถนา
รักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมาประพฤติ
กระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารักใคร่
พอใจ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างนี้ว่า
“บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เราปรารถนา
รักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่ารักใคร่
พอใจ” ดังนี้;
บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมทำความเกลียดให้เกิดขึ้น
ในบุคคลเหล่านั้น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อย่างนี้แล เรียกว่า
ความเกลียดเกิดจากความรัก.
(๓) ความรักเกิดจากความเกลียด
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งไม่เป็นที่
ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่น
มาประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา
ไม่น่ารักใคร่พอใจ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความพอใจขึ้นมา
อย่างนี้ว่า “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เรา
ไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา
ไม่น่ารักใคร่พอใจ” ดังนี้;
บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมทำความรักให้เกิดขึ้นในบุคคล
เหล่านั้น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อย่างนี้แล เรียกว่า
ความรักเกิดจากความเกลียด.
(๔) ความเกลียดเกิดจากความเกลียด
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ มีบุคคลซึ่งไม่เป็นที่
ปรารถนารักใคร่พอใจของบุคคลคนหนึ่ง, มีบุคคลพวกอื่นมา
ประพฤติกระทำต่อบุคคลนั้น ด้วยอาการที่น่าปรารถนา
น่ารักใคร่น่าพอใจ; บุคคลโน้นก็จะเกิดความไม่พอใจขึ้นมา
อย่างนี้ว่า “บุคคลเหล่านั้นประพฤติกระทำต่อบุคคลที่เรา
ไม่ปรารถนารักใคร่พอใจ ด้วยอาการที่น่าปรารถนาน่ารักใคร่
น่าพอใจ” ดังนี้;
บุคคลนั้น ชื่อว่า ย่อมทำความเกลียดให้เกิดขึ้น
ในบุคคลเหล่านั้น.
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! อย่างนี้แล เรียกว่า
ความเกลียดเกิดจากความเกลียด.
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๘๐/๒๐๐.


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก https://www.youtube.com/watch?v=uUs9UkwXkyg

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อานิสงส์การร่วมบุญสร้างพระธาตุเจดีย์

อานิสงส์การร่วมบุญสร้างพระธาตุเจดีย์การสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือ อัฐิธาตุของบุคคลที่ควรบูชาได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นการสร้างมงคลให้กับตนเองอย่างสูงสุด เมื่อตายไปย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ย่อมได้ดวงตาเห็นธรรมและบรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย การมีส่วนร่วมสร้าง พระเจดีย์จะมากหรือน้อย ถ้าทำด้วยความเลื่อมใส ก็ย่อมได้อานิสงส์มากมาย ดังตัวอย่างที่หยิบยกมาให้ท่านได้อ่านต่อไปนี้
พระเถระรูปนี้ในชาติก่อนมีส่วนร่วมสร้างเจดีย์ เพียงท่านใส่ก้อนปูนขาวลงในช่องแผ่นอิฐ ซื่งประชาชนกำลังก่ออิฐสร้างเจดีย์อยู่ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยจิตใจที่เลื่อมใส อำนาจแห่งบุญนั้นได้บันดาลให้ท่านไปเกิดในสวรรค์ แลโลกมนุษย์ถึง ๙๔ กัปป์ พอมาถึงสมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดม ท่านได้มาบวชในพระพุทธศาสนาท่านคือ พระสุธาบิณฑิยเถระและยังมีเรื่องเล่าจาก พระมหาโมคคัลลานะเถระ ว่าท่านได้พบเทพบุตรตนหนึ่งมีวิมานสวยงามวิจิตรตระการตา แวดล้อมด้วยนางฟ้าจำนวนมาก มาฟ้อนรำขับร้องให้เบิกบานใจ และเทพบุตรตนนี้มีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือเทพบุตรทั้งปวง ท่านจึงถามเทพบุตรตนนั้นว่า เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้หรือ ท่านถึงมีอานุภาพมากมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เทพบุตรตนนั้นตอบว่า แต่ก่อนเมื่อเป็นมนุษย์ได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ออกบวชอยู่ ๗ พรรษา และเป็นสาวกของพระศาสดานามว่า สุเมธ ต่อมาได้ดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว พระบรมสารีริกธาตุของท่านบรรจุไว้ในรัตนเจดีย์ซึ่งห่อหุ้มด้วยข่ายทองคำ ท่านได้ชักชวนประชาชนให้ไปสักการบูชาด้วยความเลื่อมใส กุศลจะส่งผลให้ขึ้นสวรรค์ ด้วยบุญนี้เองทำให้ข้าพเจ้าได้มาเสวยสุขอยู่ในทิพย์วิมานนี้เอง
ส่วน พระมหากัสสปะเถระนั้น ท่านได้พบเปรตตนหนึ่งมีกลิ่นเหม็นเน่า มีหนอนกินปาก นอกจากนี้ยังถูกยมบาลเฉือนปาก แล้วราดน้ำให้แสบร้อน จึงถามถึงผลกรรมของเปรตนั้น ทราบว่าแต่ก่อนตอนเป็นมนุษย์ ตนเป็นชาวนครราชคฤห์ได้ห้ามมิให้บุตร ภรรยา บูชาพระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมกับเล่าถึงพวกที่มีความคิดและกระทำเหมือนตน ส่วนภรรยา และบุตรของตนได้ไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ มีวิมานสวยสดงดงาม เพราะอานิสงส์ที่ได้ไปใหว้พระบรมสารีริกธาตุ สำหรับตนเองนั้นตั้งใจไว้ว่า หากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง จะทำการบูชาพระสถูปเจดีย์ให้มากอย่างแน่นอน
นอก จากนี้ในครั้งพุทธกาล พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารเป็นอันมาก ครั้นถึงหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นทรายขาว ผ่องบริสุทธิ์ยิ่งนัก ทรงมีพระทัยเลื่อมใสอย่างแรงกล้า ได้รับสั่งให้ช่วยกันก่อกองทรายให้เป็นรูปเจดีย์ถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ มองดูเป็นทิวแถวสวยงาม เพื่อเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เสร็จแล้วได้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่บุบผารามมหาวิหาร แล้วได้ทูลถามถึงอานิสงส์ แห่งการก่อเจดีย์ทราย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ผู้มีศรัทธาแรงกล้าได้ก่อเจดีย์ทรายถึง๘๔,๐๐๐ องค์ หรือแม้แต่องค์เดียว ก็ย่อมได้รับอานิสงส์มาก จะไม่ตกนรกตลอดร้อยชาติถ้าเกิดเป็นมนุษย์ จะอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง มีชื่อเสียงเกียรติยศไปทั่วทุกทิศ จากนั้นจะได้ไปสวรรค์เวยทิพย์สมบัติ การก่อเจดีย์ทรายเป็นเรื่องของผู้มีความฉลาด มีความคิดดี ได้ทำเป็นประเพณีมาแล้วในอดีต แม้พระตถาคตเองก็เคยทำมาแล้วในครั้งเป็นพระโพธิ์สัตว์ ในครั้งนั้นตถาคตยากจนมาก มีอาชีพตัดฟืนขาย วันหนึ่งได้พบทรายขาวสะอาดมากในราวป่า ก็มีจิตใจศรัทธาผ่องใส วันนั้นได้หยุดตัดฟืนทั้งวัน ได้กวาดทรายก่อเป็นเจดีย์โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก แล้วเปลื้องผ้าห่มของตน ฉีกทำเป็นธงประดับไว้ เพื่อบูชาพระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วอฐิษฐานจิตขอให้เป็นปัจจัยแห่งพระโพธิ์ญาณในอนาคตกาล ครั้นเมื่อตายไปแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่ ๒ พันปีพิพย์ เมื่อสิ้นอายุขัย ได้อุบัติมาเกิดเป็นพระตถาคตนี้เอง สำหรับพระเจ้าปัสเสนทิโกศลนั้นก็ได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า
และพระมหากัสสปเถระ ยังได้กล่าวถึงประวัติและผลบุญแห่งการสร้างพุทธเจดีย์ของท่านไว้ดังนี้
ใน ครั้งที่พระพุทธเจ้ามีนามว่าปทุมมุตตระ พระองค์ได้ปรินิพพานแล้วพระมหากัสสปเถระได้ชักชวนหมู่ญาติมิตร และประชาชน ให้มาร่วมกันสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อบูชาพระพุทธเจ้ากันเถิด ทุกคนมีจิตเลื่อมใส ปิติอิ่มเอมใจ จึงได้ช่วยกันสร้างเจดีย์สูงค่าเสร็จลงด้วยความเรียบร้อย เจดีย์สูงร้อยศอก สร้างปราสาท ห้าร้อยศอก สูงตระหง่านจรดท้องฟ้า ทุกคนมีจิตปิติเบิกบานในอานิสงส์บุญที่ได้พากันทำไว้ เมื่อท่านตายไปแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่บนยานทิพย์เทียมด้วยม้าสินธพพันตัว วิมานของท่านสูงตระหง่านเจ็ดชั้น มีปราสาทหนึ่งพันองค์ ซึ่งสร้างด้วยทองคำ ศาลาหน้ามุขสร้างด้วยแก้วมณี ส่องแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วสารทิศ ทั้งยังมีอำนาจเหนือเทวดาทั้งปวง เมื่อลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ในกัปป์ที่หกหมื่นในภัทรกัปป์นี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ ครอบครองอาณาเขตไปถึง ๔ ทวีป มีแก้วแหวนเงินทองมากมาย ประชาชนมีความสุขสำราญเหมือนดั่งเมืองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และชาติสุดท้ายได้มาเกิดในสกุลพราหมณ์ที่ร่ำรวย แต่สละทรัพย์ออกบวช จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ผู้เลิศด้วยปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ การไหว้พระธาตุถือเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลให้แก่ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง เพราะการบูชาพระธาตุ อันเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะนำมาซึ่งความสุข ความเจริญมาสู่ผู้ที่บูชา รวมทั้งอานิสงส์ผลบุญที่ได้จากการกราบไหว้บูชา ยิ่งหากใครบูชาด้วยจิตใจศรัทธาอันบริสุทธิ์ และหมั่นกราบไหว้เมื่อมีโอกาส อานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของพระธาตุ จะดลบันดาลให้เกิดสิริมงคลในชีวิตแก่ตัวผู้บูชา
อานิสงส์ในการสร้างกุศลกับพระบรมสารีริกธาตุ
ถวายฉัตรยอดพระเจดีย์ —-> ได้รับการเคารพยกย่อง เกิดในชาติตระกูลสูง มีสง่าราศี
ถวายทองคำ —-> ผิวพรรณงาม เปล่งปลั่ง อุดมมั่งคั่ง
ถวายเงิน —-> ใจสว่างไสว อยู่เย็นเป็นสุข
ถวายอัญมณี —-> รัศมีกายทิพย์สว่าง มีราศรี มักประสบโชคดี
ถวาย, บรรจุพระเครื่อง —-> มีกำลังใจต่อสู้กับอุปสรรค มักมีคนช่วยเหลือเวลามีปัญหา
ถวายแผ่นทองคำเปลวปิดองค์พระเจดีย์ —-> มีราศีผิวพรรณงาม ใจสว่าง อบอุ่นใจ
ถวายอิฐ หิน ปูน ทราย —-> มีแต่ความมั่นคงในชีวิต ใจคอหนักแน่น ไม่โลเล
สร้างองค์พระเจดีย์ —-> มักได้สิ่งอันพึงปรารถนา สุขภาพดี ไม่มีวันอดตาย
ถวายธงหลากสีประดับองค์พระธาตุ —-> มีสง่าราศี กายทิพย์สว่าง
ถวายโคมไฟให้แสงสว่าง เทียน —-> ใจสว่าง ชีวิตสะดวกสบาย มีอุปสรรคน้อยลง มีปัญญาธรรมสูงขึ้น เบิกทางสู่ทิพยเนตร
ถวายดอกไม้อันบริสุทธิ์ต่างๆ —-> สุขสงบใจ ใจสะอาดสดชื่นผ่องแผ้ว
ถวายธูป เครื่องหอมต่างๆ —-> อบอุ่นมั่นคงในใจ ใจสว่างมีอุปสรรคน้อยลง มีกลิ่นกายสะอาด รู้สึกสดชื่นเสมอ
ถวายแผ่นหินปูพื้นพระเจดีย์ —-> มีบริวารดี มีสมาธิดีขึ้น มีเวลาปฏิบัติธรรมมากขึ้น
ถวายกระจกสีประดับองค์พระเจดีย์ —-> กายทิพย์สว่าง มีสง่าราศี มีคนศรัทธา เห็นความดีในตัว
ถวายผ้าเหลืองครอง(หุ้ม)องค์พระเจดีย์ —-> เพิ่มเนกขัมมบารมี ใจสงบขึ้น มีโอกาสได้วิมุตติธรรมเร็วขึ้น
สรงน้ำพระธาตุ —-> ใจสะอาดสงบสว่างขึ้น กายและใจชุ่มชื่นแจ่มใส สุขภาพดี
ถวายข้าว อาหาร เวรข้าวบูชาพระธาตุ —-> อุดมสมบูรณ์ อิ่มอกอิ่มใจ สุขภาพดี
เวียนเทียนรอบองค์พระเจดีย์ —-> เพิ่มวิสัยปัจจัยแห่งกุศลธรรม เป็นสิริมงคล ช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น สะอาดขึ้น
แสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อพระธาตุจากใจจริง —-> เป็นที่เคารพยกย่อง มักไม่มีใครเข้าใจผิดหรือ
มองอะไรผิดๆ ได้บารมีวิมุตติธรรมจากพระบรมธาตุ พาไปสู่วิสุทธิมรรค ผล นิพพานได้เร็วยิ่งขึ้น
เป็นเจ้าภาพหรือมีส่วนช่วยจัดงานฉลองพระธาตุ —-> ประสบสุขในชีวิตโดยทั่วไปแทบทุกด้านอุดมมั่งคั่ง มีคนเคารพยกย่องช่วยเหลือเสมอ
บูรณซ่อมแซมเจดีย์พระธาตุ —-> สุขภาพดี อายุยืน รูปร่างหน้าตาผิวพรรณดี มีฐานะมั่นคง
สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุ —-> ชีวิตมั่นคงสุขสมปรารถนาทุกด้าน เป็นที่เคารพยกย่อง ได้มรรคผล นิพพานเร็วขึ้น
ถวายภาชนะบรรจุพระบรมธาตุในเจดีย์ —-> มีชีวิตมั่งคง ปลอดภัย มั่งคั่ง มีบริวารดี มีเกียรติ เป็นที่ยกย่อง
ถวายบทสวด เทปสวดมนต์สวดบูชาพระธาตุ —-> เป็นที่ยกย่องสรรเสริญจากคนทุกหมู่เหล่า ได้ยินได้พบแต่สิ่งที่ดีงาม เสียงใสไพเราะ มีวาจางดงาม มีสมาธิดีขึ้น
พระปุฬินถูปิยเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในครั้งพุทธกาลได้กล่าวถึงผลที่ท่านได้รับจากการที่ท่านเคยสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้ดังนี้

“…เราเป็นชฎิลผู้มีตบะกล้ามีนามว่า นารทะ เราอยู่ในป่าผู้ที่จะสั่งสอน เราก็ไม่มี ใครๆ ที่จะตักเตือนเราไม่มี เราไม่มีอาจารย์และอุปัชฌาย์ สิ่งที่ควรบูชาเราควรแสวงหาเหมือนกัน เราจักได้ชื่อว่าเป็นผู้มีที่พึ่ง ครั้งนั้นเราได้ไปแม่น้ำชื่อ อเมริกา ตะล่อมเอาทรายมาก่อเป็นเจดีย์พระสถูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราได้ทำสถูปนั้นให้เป็นนิมิต เราก่อพระสถูปที่หาดทรายแล้วปิดทอง แล้วเอาดอกกระดึงทอง ๓,๐๐๐ ดอก มา บูชา เราเป็นผู้มีความอิ่มใจ ประนมกรอัญชลี นมัสการทั้งเวลาเย็น เวลาเช้า ไหว้พระเจดีย์เหมือนถวายบังคมพระพุทธเจ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ ฉะนั้นในเวลาที่กิเลสและความตรึกเกี่ยวด้วยกามเกิดขึ้น เราย่อมนึกถึง เพ่งดูพระสถูปที่ได้ทำไว้ เราประพฤติอยู่เช่นนี้ได้ถูกพระยามัจจุราชย่ำยี เราทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นแล้วได้ไปยังพรหมโลก เราอยู่ในพรหมโลกนั้นตราบเท่าหมดอายุ แล้วมาบังเกิดในไตรทิพย์ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๘๐ ชาติ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ชาติ และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราได้เสวยผลของดอกกระดึงทองเหล่านั้น ดอกกระดึงทอง ๒๒,๐๐๐ ดอก แวดล้อมเราทุกภพ เพราะเราได้เป็นผู้บำรุงพระสถูปฝุ่นละอองย่อมไม่ติดกับตัว ที่ตัวเราเหงื่อไม่ไหล เรามีรัศมีแผ่ซ่านออกจากตัว พระสถูปเราได้สร้างไว้ดีแล้ว เราได้บรรลุบท (ธรรม) อันไม่หวั่นไหวก็เพราะได้ก่อสถูป ผู้ปรารถนาจะกระทำกุศล ควรเป็นผู้ยึดเอาสิ่งที่เป็นสาระ ความปฏิบัตินั่นเองที่เป็นสาระเมื่อถึงภพ (ชาติ) สุดท้าย เราเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี เราได้เห็นพระ สถูปเสมอ จึงระลึกถึงเจดีย์ขึ้นได้นั่งอาสนะอันเดียวได้บรรลุอรหัตแล้ว เราได้บรรลุอรหัตตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เราแสวงหาพระพุทธเจ้า เราได้เห็นพระธรรม จึงออกจากเรือนบรรพชาในสำนักของพระศากยบุตรกิจ ที่ควรทำในศาสนาของพระศากยบุตร เราได้ทำสิ้นแล้ว ข้าแต่พระ ผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ สาวกของพระองค์เป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัยทุกอย่าง ล่วงพ้นความเกี่ยวข้องทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งพระสถูปทอง…”

ขอบคุณข้ามูลดีๆจาก http://punjalee.com/?p=55