วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กลองศึก

ทรงบอกเหตุแห่งความอันตรธานของคำสอนเปรียบด้วยกลองศึก

๔. ทรงบอกเหตุแห่งความอันตรธานของคำสอนเปรียบด้วยกลองศึก
ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว : กลองศึกของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่า
อานกะ มีอยู่. เมื่อกลองอานกะนี้ มีแผลแตกหรือลิ, พวกกษัตริย์ทสารหะได้หา
เนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น (ทุกคราวไป) ภิกษุทั้งหลาย!
เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลายคราวเช่นนั้น นานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิม
ของตัวกลองหมดสิ้นไปเหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น ;
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย,
สุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึกมีความหมายซึ่ง เป็นชั้น
โลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่.
เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยหูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่า
เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำ
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะ
ทั้งหลาย ตถาคตภาสิตา-อันเป็นตถาคตภาษิต คมฺภีรา-อันลึกซึ้ง คมฺภีรตฺถา-
มีอรรถอันลึกซึ้ง โลกุตฺตรา-เป็นโลกุตตระ สุญฺญตปฏิสํยุตฺตา-ประกอบด้วย
เรื่องสุญญตา อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไป
ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์
กลอนมีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าว
ของสาวก, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี
เงี่ยหูฟัง ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และสำคัญไปว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
พวกเธอเล่าเรียนธรรมอันกวีแต่งใหม่นั้นแล้ว ก็ไม่สอบถามซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้
เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็นอย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร
ดังนี้. เธอเหล่านั้นเปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยไม่ได้ ไม่หงายของที่คว่ำอยู่ให้
หงายขึ้นได้ ไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย
มีอย่างต่างๆ ได้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า อุกกาจิตวินีตา ปริสา โน
ปฏิปุจฉาวินีตา.
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทชื่อ ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสา โน อุกกาจิตวินีตา
เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อ
สุตตันตะทั้งหลาย ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษร
สละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก
อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้
ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะ เหล่าใด
อันเป็น ตถาคตภาษิตอันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบ
ด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟัง
ด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมเข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่ง
ที่ควรศึกษา เล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมที่เป็นตถาคตภาษิตนั้นแล้ว
ก็สอบถาม ซึ่งกันและกัน ทำให้เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็น
อย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้นเปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยได้
หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้ง
ร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่อง
นอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมา
กล่าวอยู่, เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักสำคัญว่า
เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียนไป.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความอันตรธานของสุตตันตะเหล่านั้น ที่เป็นคำของ
ตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วย
เรื่องสุญญตา จักมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ แล.
นิทาน. สํ. ๑๖ / ๓๑๑ / ๖๗๒-๓
ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ น. ๑๐๗

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

วิธีดูว่าตนเองได้สมาธิระดับไหน ใน 9 ระดับ

"วิธีดูว่าตนเองได้สมาธิระดับไหน ใน 9 ระดับ"
หลายๆ ท่านคงเคยนั่งสมาธิ บ้างก็คิดว่าต้องนั่งนานๆ ถึงจะได้อานิสงส์มาก บ้างก็คิดว่า ต้องมีอาการอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเห็นนั่นเห็นนี่ ถึงจะเรียกว่าได้สมาธิ แท้จริงสมาธิทั้ง 9 ระดับนั้น เราไม่ต้องไปตีความเอาเองกันเลยครับ เพราะเดไปตีความเองก็จะผิดเพี้ยนเข้าป่าเข้าพง ดีไม่ดีก็จะหลงผิดคิดว่าภาพหลอนคือญานทิพย์ของตัวเองไปเสียได้ คราวนี้แทนที่จะได้อานิสงส์ กลับได้ความมัวเมาและนอกรีตมาแทน ผมอยากจะบอกว่า สมาธิ ต่อให้นั่งได้นานเป็นวันๆ แต่ถ้าหากจิตไม่สอดคล้องกับ 9 ระดับดังต่อไปนี้ อานิสงส์ของท่านทั้งหลายมีค่าเท่ากับศูนย์ ไม่ต่างอะไรกับการนั่งหายใจทิ้ง จิตเต็มไปเรื่องราวต่างๆ มากมายที่ปรุงแต่งขึ้นมา หลอนตัวเองจนคิดว่าสิ่งนั้นเป็นภาพนิมิต
สมาธิทั้ง 9 ระดับมีอะไรบ้างตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส ถ้ามีสาวกรูปใด หรือบุคคลใดเอ่ยชื่อนอกเหนือไปจากนี้ นั่นคือแต่งขึ้นเอง คิดเอง พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนครับ ทั้งชีวิตของพระองค์ตรัสเท่านี้ สอนเท่านี้ ไม่มียุบหนอพองหนอ ไม่มีโยกตัวสั่นตัว ไม่มีพุทโธ มาดูกันครับว่า ท่านทั้งหลายที่ผ่านๆมา นั้น นั่งสมาธิได้ระดับไหนกันบ้าง ได้แก่
1.ปฐมฌาน
"เรานั้นแล สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ได้บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่วิเวกอยู่"
อธิบายก็คือ สมาธิระดับแรกสุด อาการก็คือ จิตของท่านทั้งหลายยังคงมีเรื่องราวให้คิดอยู่นะครับ แต่เรื่องที่คิดนั้นเป็นเรื่องกุศลทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ได้คิดอกุศลแล้ว (อุทิศบุญและแผ่เมตตาไม่ต้องกรวดน้ำ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนกรวดน้ำ แต่สอนว่าให้ใช้สมาธิระดับนี้แผ่บุญไปก็ได้นะครับ) ง่ายที่สุด ส่วนคำว่า วิตกและวิจารนั้นหมายถึง การหยิบเอาเรื่องอันเป็นกุศลมาขบคิดนะครับ คือ เสียงต่างๆที่มันดังเข้ามาในหัวของเรานั่นแหละครับ เรียกว่าวิตกวิจาร บางทีก็ชอบคิดอดีต คิดปัจจุบัน คิดอนาคต คิดกลุ้มใจ คิดเรื่องหนี้สิน พ่อแม่ พี่น้อง คนรัก คิดอาฆาต คิดไปต่างๆ นานาๆ นี่เรียกว่า วิตกวิจาร ซึ่งสมาธิระดับแรกนี้ วิตกวิจารจะต้องมีแต่เรื่องกุศลนะครับ เช่น หยิบยกสายปฎิจสมุปบาทมาคิดแทน มาพิจารณาอย่างละเอียด เป็นต้น
2. ทุติยฌาน
"เราได้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจาร สงบไป มีปีติและสุขซึ่งเกิดแต่สมาธิอยู่" อธิบายก็คือ วิตกและวิจารดับไปแล้วนะครับ พูดภาษาง่ายๆ ก็คือ เสียงในหัว เสียงในจิตไม่มีแล้วครับ ไม่มีเรื่องราวให้คิด เงียบสนิท สงบนิ่ง จิตจับอยู่กาย จับอยู่กับลมหายใจเท่านั้น แต่ปีติและสุขยังคงมีอยู่ ...ปีตีและสุขที่ว่านี้ก็คือ เมื่อเรื่องราวๆ ต่างมันไม่ให้ต้องฟุ้งซ่าน ความสงบนิ่งนั้น ทำให้ท่านรู้สึกปีติและสุขนั่นเอง
3. ตติยฌาน
"เรามีอุเบกขาอยู่ มีสติ มีสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป ได้บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีสุขอยู่ ดังนี้ อยู่" อธิบายง่ายๆก็คือ ปีติจะดับไปตัวเดียวนะครับ แต่สุขยังอยู่
4. จตุตถฌาน
"เราได้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่" อธิบายก็คือ สุขจะดับไป และลมที่ไหลเข้าไหลออกจะดับไป จิตมันเริ่มละเอียดมากขึ้น ท่านจะเริ่มไม่รู้สึกถึงลมหายใจตัวเองแล้ว แต่ยังหายใจอยู่นะครับ แต่ไม่รู้สึกแล้ว บางท่านตกใจ กลัวตาย รีบดึงสติกลับมาแล้วสูดหายใจใหญ่เลย ก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่
5. อากาสานัญจายตนะ
"ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดับไปเพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญาเข้าถึงอากาสานัญจายตนะด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ฯ"
6. วิญญาณัญจายตนะ
" ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ ฯ"
7. อากิญจัญญายตนะ
"ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงอากิญจัญญายตนะด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร ดังนี้อยู่ ฯ"
8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ
"ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ฯ"
9. สัญญาเวทยิตนิโรธ
"ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง แล้วเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ฯ"
สำหรับท่านที่ทำสมาธิได้เกินจากระดับที่5 เป็นต้นไปแล้ว กรุณาศึกษาเพิ่มเติมถึงรายละเอียดต่างๆ จากพระไตรปิฎกอีกครั้งนะครับ โดยพยายามเลี่ยงในส่วนของอรรถกา (ส่วนนี้สาวกจะแต่งขึ้น) แต่ให้ดูแค่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเท่านั้น เพื่อไม่ให้ตนเองหลงทางครับ

อย่าลืมนะครับว่า แม้ได้สมาธิแค่ระดับแรก แต่อานิสงส์ก็ใหญ่กว่าการสร้างวัด และแม้ทําได้แค่เพียงกาลลัดนิ้วมือเดียว คือชั่วเวลาที่เรางอนิ้วลงมาไม่กี่วินาทีนี้เอง แต่อานิสงส์ก็มากกว่าสร้างวัด หรือวิ่งไปไหว้ระเก้าวัดสิบวัด หรือนั่งรถไปทําบุญแปลกๆ พิศดาร ที่มันไม่ได้อะไรกลับมาเลย

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

พระพุทธเจ้าสอนการทำธุรกิจ

พระพุทธเจ้าสอนการทำธุรกิจ
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พระพุทธเจ้าก็สอนในเรื่องการทำธุรกิจ คือเหตุทำให้ค้าขายดี
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า — อํ. จตุก 21/79
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
(๑) อะไรหนอเป็นเหตุปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายขาดทุน
(๒) อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์
(๓) อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์
(๔) อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
พระพุทธเจ้าตอบว่า
ดูกรสารีบุตร
(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ‘ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์’; เขากลับไม่ถวายปัจจัยที่เขาปวารณา ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมขาดทุน
(๒) อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ‘ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์’; แต่เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ไม่เป็นไปตามประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆเขาย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์์
(๓) อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ‘ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์’; เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ตามที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์
(๔) อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ปวารณาว่า ‘ขอท่านจงบอกปัจจัยที่ต้องประสงค์’; เขาถวายปัจจัยที่ปวารณาไว้ยิ่งกว่าที่ประสงค์ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์
ดูกรสารีบุตรนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายขาดทุน
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์์
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำการค้าขายได้กำไรตามที่ประสงค์
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้บุคคลบางคนในโลกน ี้ทำการค้าขายได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์ ฯ
พระพุทธเจ้านี่ฉลาดมาก การที่จะทำธุรกิจได้ดีหรือไม่อยู่ที่ลูกค้า ว่าเราสามารถ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า “Deliver what you’ve promised” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิ่งที่เราสัญญาว่าจะทำ ก็ต้องทำให้ได้ตามสัญญา
ทำไมพระพุทธเจ้าใช้ภิกษุเป็นเครื่องมือในการสอนนี้ี้? ประเด็นก็คือ
1. พระพุทธเจ้าหมายถึงลูกค้ายอดเยี่ยม คือลูกค้าที่มีเหตุผลและจ่ายเงิน (paying customer)
2. เราไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับคนที่ไม่ดี ในกรณีนี้คือลูกค้าที่ไม่ดี (non-paying customer)
3. เจ้าของธุรกิจต้องสร้างความพอใจเกิน 100% (exceed customer expectation, always)
นั่นแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ค้าขายดี

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีที่ดูแลตัวเอง


รักษาตน ด้วยการเสพธรรมะ
ด้วยการเจริญธรรมะ ด้วยการทำให้มากซึ่งธรรมะ
รักษาผู้อื่น ด้วยการอดทน
ด้วยการไม่เบียดเบียน
ด้วยเมตตาจิต ด้วยความรักใคร่เอ็นดู

มหา. สํ. ๑๙/๒๒๔/๗๕๘.

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

‎ว่าด้วยเรื่องของมาตุคาม‬

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดย ส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน คือ
๑ รูปไม่สวย
๒ ไม่มีโภคสมบัติ
๓ ไม่มีมารยาท
๔ เกียจคร้าน
๕ ไม่ได้บุตรเพื่อเขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดย ส่วนเดียว องค์ ๕ เป็นไฉน คือ
๑ มีรูปสวย
๒ มีโภคสมบัติ
๓ มีมารยาท
๔ ขยันไม่เกียจคร้าน
๕ ได้บุตรเพื่อเขา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความทุกข์แผนกหนึ่งของมาตุคาม ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ๕ อย่างนี้ ความทุกข์ ๕ อย่าง เป็นไฉน คือ มาตุคามในโลกนี้
๑ เมื่อยังกำลังสาว ไปสู่สกุลผัว เว้นจากญาติ อันนี้เป็น ความทุกข์ แผนกหนึ่งของมาตุคามข้อต้น ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ ฯ
๒ อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีระดู อันนี้เป็น ...ฯลฯ...
๓ อีกประการหนึ่ง มาตุคามมีครรภ์ อันนี้เป็น ...ฯลฯ...
๔ อีกประการหนึ่ง มาตุคามคลอดบุตร อันนี้เป็น ...ฯลฯ...
๕ อีกประการหนึ่ง มาตุคามเข้าถึง ความเป็นหญิงบำเรอของบุรุษ อันนี้เป็นความทุกข์แผนกหนึ่ง ของมาตุคามที่ ๕ ที่ตนจะต้องเสวย เว้นจากบุรุษ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการโดยมาก เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๓ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามในโลกนี้
๑ เวลาเช้า มีใจอันมลทิน คือ ความตระหนี่กลุ้มรุมแล้ว อยู่ครองเรือน
๒ เวลาเที่ยง มีใจอันความริษยา กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน
๓ เวลาเย็น มีใจอันกามราคะ กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้
๑ ไม่มีศรัทธา
๒ ไม่มีหิริ
๓ ไม่มีโอตตัปปะ
*๔ มักโกรธ
๕ มีปัญญาทราม
*(นัยยอื่น เปลี่ยนข้อที่ ๔ -
- จากมักโกรธ เป็น
๔ มักผูกโกรธ,
๔ มีความริษยา,
๔ มีความตระหนี่,
๔ ประพฤตินอกใจ,
๔ เป็นคนทุศีล,
๔ มีสุตะน้อย,
๔ เกียจคร้าน,
๔ มีสติหลง.
ข้อความนอกจากนี้ เหมือนกันกับ พระสูตรข้างต้นทุกประการ.)
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ
มาตุคามเป็น
๑ ผู้ฆ่าสัตว์
๒ ลักทรัพย์
๓ ประพฤติผิดในกาม
๔ พูดเท็จ
๕ ดื่มน้ำเมาคือสุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามเป็น ๑ ผู้มีศรัทธา
๒ มีหิริ
๓ มีโอตตัปปะ
* ๔ ไม่มักโกรธ
๕ มีปัญญา
*(นัยยอื่น เปลี่ยนข้อที่ ๔ -
-จากไม่มักโกรธ เป็น
๔ ไม่ผูกโกรธ
๔ ไม่มีความริษยา
๔ ไม่มีความตระหนี่
๔ ไม่ประพฤตินอกใจ
๔ เป็นคนมีศีล
๔ มีสุตะมาก
๔ ปรารภความเพียร
๔ มีสติตั้งมั่น
ข้อความนอกจากนี้ เหมือนกันกับ พระสูตรข้างต้นทุกประการ.)
ดูกรอนุรุทธะ มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้งดเว้น
๑ ผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์
๒ ผู้งดเว้น จากการลักทรัพย์
๓ ผู้งดเว้น จากการประพฤติผิดในกาม
๔ ผู้งดเว้น จากการพูดเท็จ
๕ ผู้งดเว้น จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม ๕ ประการนี้
๕ ประการ เป็นไฉน คือ
๑ กำลังคือ รูป
๒ กำลังคือ โภคะ
๓ กำลังคือ ญาติ
๔ กำลังคือ บุตร
๕ กำลังคือ ศีล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล * เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน ฯ
*(นัยยอื่น เปลี่ยนจาก เป็นผู้สามารถอยู่ครองเรือน ฯ เป็น
* ย่อมบังคับสามีอยู่ครองเรือนได้ ฯ
และ * ย่อมประพฤติข่มขี่สามีได้
ข้อความนอกจากนี้ เหมือนกันกับ พระสูตรข้างต้นทุกประการ.)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ส่วนบุรุษ ผู้ประกอบด้วย กำลังอย่างเดียว ย่อมประพฤติ ข่มขี่มาตุคามได้
กำลังอย่างเดียว เป็นไฉน ได้แก่ กำลัง คือความเป็นใหญ่ กำลังคือรูป ย่อมป้องกันมาตุคาม ผู้ถูกบุรุษข่มขี่แล้วได้
กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร กำลังคือศีล ป้องกันไม่ได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็เมื่อมาตุคาม ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ และกำลังคือบุตร แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล อย่างนี้ชื่อว่า ยังไม่บริบูรณ์ ด้วยองค์นั้น แต่เมื่อ มาตุคาม ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร และกำลังคือศีล อย่างนี้ชื่อว่า บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคามผู้ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ และกำลังคือบุตร แต่ไม่ประกอบด้วย กำลังคือศีล พวกญาติ ย่อมยังมาตุคามนั้น ให้พินาศ คือไม่ให้อยู่ในสกุล
แต่เมื่อมาตุคาม ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร และกำลังคือศีล
พวกญาติ ย่อมยังมาตุคามนั้น ให้อยู่ในสกุล ย่อมไม่ให้พินาศ
มาตุคามผู้ประกอบด้วย กำลังคือศีล
แต่ไม่ประกอบด้วย กำลังคือรูป
กำลังคือโภคะ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร พวกญาติ ย่อมยังมาตุคามนั้น ให้อยู่ในสกุล ย่อมไม่ให้พินาศ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามเมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกำลังคือรูปเป็นเหตุ เพราะกำลังคือโภคะเป็นเหตุ เพราะกำลังคือญาติเป็นเหตุ หรือเพราะกำลังคือบุตรเป็นเหตุ หามิได้ แต่ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกำลังคือศีลเป็นเหตุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลังของมาตุคาม๕ ประการนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคาม ผู้มิได้ทำบุญไว้ ยากที่จะได้
ฐานะ ๕ ประการ เป็นไฉน คือ
๑ ขอเราพึงเกิดในสกุลอันสมควร นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ อันมาตุคาม ผู้มิได้ทำบุญไว้ ยากที่จะได้.
๒ ขอเราพึงไปสู่สกุลอันสมควร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๓ ขอเราพึงอยู่ครองเรือน ปราศจากหญิงร่วมสามี นี้เป็น ...ฯลฯ...
๔ ขอเราพึงมีบุตร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๕ ขอเราประพฤติครอบงำสามี นี้เป็น ฐานะข้อที่ ๕ อันมาตุคาม ผู้มิได้ทำบุญไว้ ยากที่จะได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคาม ผู้ทำบุญไว้ ได้โดยง่าย
ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ
๑ ขอเราพึงเกิดในสกุลอันสมควร นี้เป็นฐานะข้อที่ ๑ อันมาตุคาม
ผู้ทำบุญไว้ ได้โดยง่าย
๒ ขอเราพึงไปสู่สกุลอันสมควร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๓ ขอเราพึงอยู่ครองเรือน ปราศจากหญิงร่วมสามี นี้เป็น ...ฯลฯ...
๔ ขอเราพึงมีบุตร นี้เป็น ...ฯลฯ...
๕ ขอเราพึงประพฤติครอบงำสามี นี้เป็น ฐานะข้อที่ ๕ อันมาตุคาม ผู้ทำบุญไว้ ได้โดยง่าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ เป็นผู้สามารถ อยู่ครองเรือน
ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ มาตุคามเป็นผู้
๑ งดเว้น จากการฆ่าสัตว์
๒ งดเว้น จากการลักทรัพย์
๓ งดเว้น จากการประพฤติผิดในกาม
๔ งดเว้น จากการพูดเท็จ
๕ งดเว้น จากการดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้ง แห่งความประมาท
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวิกา เมื่อเจริญด้วย วัฑฒิธรรม ๕ ประการ ย่อมเจริญด้วย วัฑฒิธรรมอันเป็นอริยะ เป็นผู้ถือเอาสาระ และถือเอา สิ่งประเสริฐของกาย ไว้ได้ วัฑฒิธรรม๕ ประการ เป็นไฉน คือ
อริยสาวิกาย่อมเจริญด้วย
๑ ศรัทธา
๒ ศีล
๓ สุตะ
๔ จาคะ
๕ ปัญญา
* สตรีใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา สตรีเช่นนั้น เป็นอุบาสิกาผู้มีศีล ย่อมถือ สาระของตนในโลกนี้ไว้ได้ ฯ
พระไตรปิฎกไทย(ฉบับหลวง) เล่มที่๑๘ หน้า ๒๕๑-ข้อ ๔๕๘-๔๙๖.

คู่บุพเพสันนิวาส

คู่บุพเพสันนิวาส
*******************

คู่บุพเพสันนิวาส
ภิกษุ ทั้งหลาย. !
ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองพึงหวัง
พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน
และในสัมปรายภพ ทั้งสองเทียว
พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน
มีศีลเสมอกัน
มีจาคะเสมอกัน
มีปัญญาเสมอกัน
ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้
พบกันและกันทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ.
ภรรยาและสามีทั้งสองเป็นผู้มีศรัทธา
...รู้ความประสงค์ของผู้ขอ มีความสำรวม เป็นอยู่โดยธรรม
...เจรจาคำที่น่ารักแก่กันและกัน
ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองมาก
มีความผาสุกทั้งสองฝ่าย
...มีศีลเสมอกัน
...รักใคร่กันมาก
...ไม่มีใจร้ายต่อกัน ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว
...ทั้งสอง
เป็นผู้มีศีลและวัตรเสมอกัน
ย่อมเป็นผู้เสวยกามารมณ์
เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู่ในเทวโลก.
สิ่งที่ทุกคนปรารถนาจะได้
คหบดี ! ธรรม ๔ ประการนี้ น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. ธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไรเล่า คือ :-
ขอโภคทรัพย์จงเกิดขึ้นแก่เราโดยทางธรรม นี้เป็นธรรม ประการที่ ๑ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว
ขอยศจงเฟื่องฟูแก่เราพร้อมด้วยญาติและมิตรสหาย นี้เป็นธรรม ประการที่ ๒ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว
ขอเราจงเป็นอยู่นาน จงรักษาอายุให้ยั่งยืน นี้เป็นธรรม ประการที่ ๓ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก. เราได้โภคทรัพย์ทั้งหลายโดยทางธรรมแล้ว ได้ยศพร้อมด้วยญาติและมิตรสหายแล้ว เป็นอยู่นานรักษาอายุให้ยั่งยืนแล้ว
เมื่อตายแล้ว ขอเราจงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นธรรม ประการที่ ๔ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก.
คหบดี ! ธรรม ๔ ประการนี้แล น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก.
คหบดี ! ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ ธรรม ๔ ประการ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก ธรรม ๔ ประการ เป็นอย่างไรเล่า คือ :-
สัทธาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา) ๑
สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล) ๑
จาคสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค) ๑
ปัญญาสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยปัญญา) ๑ .
คหบดี ! ก็ สัทธาสัมปทาเป็นอย่างไรเล่า
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า “เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์”. คหบดี ! นี้เรียกว่า สัทธาสัมปทา.
ก็ สีลสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน เป็นผู้เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท เป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท. นี้เรียกว่า สีลสัมปทา.
ก็ จาคสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ มีใจปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ มีการบริจาคอันปล่อยอยู่เป็นประจำ มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ เป็นผู้ควรแก่การขอ ยินดีในการให้ และการแบ่งปัน. นี้เรียกว่า จาคสัมปทา.
ก็ ปัญญาสัมปทา เป็นอย่างไรเล่า
บุคคลมีใจอันความโลภอย่างแรงกล้า คือ อภิชฌาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ละเลยกิจที่ควรทำเมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำและละเลยกิจที่ควรทำเสีย ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข บุคคลมีใจอันพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อันวิจิกิจฉาครอบงำแล้ว ย่อมทำกิจที่ไม่ควรทำ ละเลยกิจที่ควรทำ เมื่อทำกิจที่ไม่ควรทำและละเลยกิจที่ควรทำเสีย ย่อมเสื่อมจากยศและความสุข.
คหบดี ! อริยสาวกนั้นแลรู้ว่า อภิชฌาวิสมโลภะ (ความโลภอย่างแรงกล้า) เป็นอุปกิเลส (โทษเครื่องเศร้าหมอง) แห่งจิต ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะอันเป็นอุปกิเลสแห่งจิตเสียได้ รู้ว่า พยาบาท (คิดร้าย) ถีนมิทธะ (ความหดหู่ซึมเซา) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) เป็นอุปกิเลสแห่งจิต ย่อมละเสียซึ่งสิ่งที่เป็นอุปกิเลสแห่งจิตเหล่านั้น .
คหบดี ! เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าอภิชฌาวิสมโลภะ เป็นอุปกิเลสแห่งจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละเสียได้ เมื่อใดอริยสาวกรู้ว่าพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสแห่งจิตดังนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมละสิ่งเหล่านั้นเสียได้ อริยสาวกนี้เราเรียกว่า เป็นผู้มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น เป็นผู้เห็นทาง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา. นี้เรียกว่า ปัญญาสัมปทา.
คหบดี !
ธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ธรรม ๔ ประการ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ หาได้ยากในโลก.
ฆราวาสชั้นเลิศ หน้า ๒๓
จตุกฺก. อํ. ๒๑/๖๕/๖๑.

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สมบัติของอุบาสก ๕ : คิหิปฏิบัติ

สมบัติของอุบาสก ๕  
ประกอบด้วยศรัทธา
มีศีลบริสุทธิ์
ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา
บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา

อุบาสกพึงตั้งอยู่ในสมบัติ ๕ ประการ และเว้นจากวิบัติ ๕ ประการ ซึ่งวิปริตจากสมบัติ ได้แก่ การประพฤติดังนี้
๑. ไม่มีศรัทธา
๒. เป็นผู้ทุศีล
๓. ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อมงคล ไม่เชื่อกรรม
๔. แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
๕. ไม่บำเพ็ญบุญในพระพุทธศาสนา

ประกอบพร้อมด้วยศรัทธา คือ เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต คือพระพุทธเจ้า รวมความคือ เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อเชื่อว่า ทำดี ได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว บาปบุญมี บิดามารดามีคุณ เป็นต้น

มีศีลบริสุทธิ์ คือ ประกอบด้วยศีล คือรักษากาย วาจา เรียบร้อยดี ไม่มีโทษหมายถึง อุบาสกต้องรักษาศีลของตนเองให้บริสุทธิ์ สะอาดไม่ด่างพร้อย ไม่ให้ทะลุ ไม่ขาดวิ่น ให้บริสุทธิ์ทั้งเบื้อต้น ทามกลางและที่สุด ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถือฤกษ์ยาม ไม่ถือเคราะห์ดี เคราะห์ร้าย ไม่ถือดวงดี ดวงร้าย ไม่ตื่นข่าวเล่าลือ ไม่เชื่อถือเครื่องรางของขลังและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า มีฤทธิ์อำนาจเหนือไปกว่าพระรัตนตรัย

เชื่อกรรมไม่เชื่อมลคล หมายความว่า เชื่อกรรม คือเชื่อการกระทำ การประพฤติ ไม่เชื่อฤกษ์ยาม ตามพระพุทธภาษิตว่า กรรมย่อมจำแนกสัตว์ คือให้ทรามและประณีต ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วก็ย่อมได้ผลชั่ว

การทำบุญนอกพระพุทธศาสนา คือ การทำบุญตามลัทธินิยมของนักบวช ในศาสนาอื่นๆ นอกพุทธศาสนา ซึ่งเขานิยมว่าเป็นการทำบุญของเขาแล้ว นิยมกับกับเขา เพราะอาจจะถูกเขาชักนำให้ปฏิบัติผิดได้ง่าย อาจเป็นอันตรายแก่ตนเองและพุทธศาสนา

ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา คือการที่อุบาสกต้องไปแสวงหาบุคคล ผู้ควรแก่ทักษิณาทานนอกพระพุทธศาสนา ให้แสวงหาแต่ในพระพุทธศาสนา

เขตบุญ หมายถึง ผู้ที่รับของทำบุญ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ
๑. เขตบุญนอกพระพุทธศาสนา ได้แก่ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา เช่น ชีเปลือย เป็นต้น
๒. เขตบุญในพระพุทธศาสนา ได้แก่ นักบวชในพระพุทธศาสนา เช่น ภิกษุสามเณร เป็นต้น

ให้อุบาสกบำเพ็ญแต่ในพระพุทธศาสนา หมายถึง เมื่อจะทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น ก็ควรทำแต่ในพระพุทธศาสนา คือ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ทำตามคำสอนของผู้อื่น ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อุบาสกพึงบำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.xn--12c9b1aha5ai6e7a.com/2013/06/sombatkhongubasok-5.html?m=0